ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

จิตวิทยาแนวพุทธ (ตอนที่ 2)

จิตวิทยาแนวพุทธ (ตอนที่ 2)

โดย นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ความหมายของจิตวิทยาแนวพุทธ (ต่อ)

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจก่อนว่า คำว่า “ทุกข์” ในทางพุทธศาสนาหมายถึงอะไร

ความหมายของคำว่า “สุข” และ “ทุกข์” ในทางจิตวิทยาแนวพุทธ

ความสุขทางโลกในทางพุทธศาสนา ถือว่าเป็นความทุกข์ เนื่องจากความไม่ยั่งยืนของมัน ในทางพุทธศาสนา ซึ่งเรียกว่า “กามสุข” หมายถึงความสุขที่เกิดจากความใคร่ ความอยาก และความปรารถนาทั้งหลาย อันเนื่องจาก “วัตถุกาม” คือ ความสุขจากภายนอกอันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัสที่น่าใคร่ น่าพอใจ เช่น สุขจากได้ใช้ทรัพย์สมบัติ ไปกิน ดื่ม เที่ยว สุขจากการเสพเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นต้น ส่วน “กิเลสกาม” คือ ความสุขจากการได้ตามความต้องการภายใน เช่น ความพอใจว่าตนมีฐานะ มีชื่อเสียง เป็นต้น

“กามสุข” ไม่ว่าจะเป็นจาก “วัตถุกาม” หรือ “กิเลสกาม” ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะไม่มีสิ่งใดที่ยั่งยืน หรืออยู่กับเราตลอดไป ดังจะเห็นได้จากในโลกธรรม 8 ที่กล่าวไว้ว่า

มีลาภ ก็ต้อง มีเสื่อมลาภ

มียศ ก็ต้องมี เสื่อมยศ

มีสรรเสริญ ก็ต้อง มีนินทา

มีสุข ก็ต้องมี ทุกข์

ดังนั้น สุขจาก “กามสุข” จึงเป็น “ความทุกข์” ทั้งสิ้น เพราะเป็นสุขที่ไม่ยั่งยืน ไม่มีใครสามารถมีได้เก็บได้ไว้กับตัวตลอดชีวิต หรืออีกนัยหนึ่ง

ความสุขก็คือ ภาวะที่มีทุกข์น้อย

ความทุกข์ก็คือ ภาวะที่มีความสุขน้อย

ความทุกข์ในพุทธศาสนามุ่งเน้นที่เรื่องความทุกข์ทางใจ เพราะความทุกข์ทางกายเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้พระพุทธองค์ก็ป่วยกาย และเมื่อการเจ็บป่วยรุนแรงก็ต้องมีแพทย์ (เช่น หมอชีวกโกมารภัจจ์) คอยถวายการรักษาแต่ทุกข์ทางใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งขณะที่มีทุกข์ทางกายเช่นในเวลาที่เจ็บป่วย หรือแม้ไม่มีทุกข์ทางกายก็ตาม

ทุกข์ทางใจนี้ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในหลักปฏิจจสมุปบาทว่า เมื่อมีกระบวนการทางจิตที่เป็นสาเหตุ ทุกข์ทางใจที่จะเกิดขึ้นก็คือ

โสกะ (ความเศร้าโศกใจ ความแห้งใจ)

ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน)

ทุกข์ (ทุกข์กายที่มีสาเหตุจากทุกข์ใจ เช่น ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ฯลฯ

โทมนัส (ความเสียใจ)

อุปายาส (ความคัดแค้นใจ ความอึดอัดใจ)

ซึ่งอาจสรุปให้เข้ากับอาการของความทุกข์ใจในทางจิตวิทยาเป็น 3 ประเภท คือ

1. ความทุกข์ภายในจิตใจ เช่น กลุ้มใจ เครียด ขุ่นมัว ท้อแท้ ซึมเศร้า น้อยใจ พยาบาท เป็นต้น

2. ความทุกข์ที่แสดงออกภายนอก เช่น ร้องไห้ คร่ำครวญ พูด ดุด่า เป็นต้น

3. ทุกข์กายเนื่องจากทุกข์ใจ เช่น นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ท้องอืด เป็นต้น

สำหรับสาเหตุของความทุกข์นั้น มีรายละเอียดอยู่ในบทที่ 4 เรื่อง ญาณสุข II : การเจริญสติปัญญาทางธรรมเมื่อเผชิญทุกข์ แต่ในที่นี้ขอสรุปได้สั้นๆ ว่า ทางพุทธศาสนาเน้นสังขาร (ความคิดที่ถูกปรุงแต่งด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเกิดจากอวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 ทำให้เกิดตัณหา คือ ความทะยานอยากที่ผลักดันให้คนเราคิด รู้สึกทุกข์ และปฏิบัติที่เป็นปัญหากับตนเองและหรือผู้อื่น ดังนั้นการแก้ไขที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ คือที่ความทะยานอยาก หรือความคิดปรุงแต่งด้วยกิเลส จึงเป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืน

อะไรคือความสุขที่ยั่งยืน

พุทธศาสนา ได้แบ่งความสุขไว้ 3 ระดับคือ

ระดับที่ 1 กามสุข ซึ่งถือว่าเป็นทุกข์นั่นเอง

ระดับที่ 2 ฌานสุข คือสุขสงบ

ระดับที่ 3 ญาณสุข คือสุขจากการปล่อยวาง

ความสุขในระดับที่ 1 หรือกามสุข เป็นความสุขทางโลก ซึ่งทางพุทธศาสนาจัดว่าเป็นความทุกข์อยู่ดี แต่เป็นทุกข์น้อย หรือสุขที่ไม่ยั่งยืน พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นความทุกข์ได้ การที่จะดับทุกข์จึงประกอบด้วยการดับทุกข์ชั่วคราว โดยการสร้างความสงบทางจิตใจด้วยการทำสมาธิ

ความสุขที่ปราศจากกิเลสชั่วคราวนี้เรียกว่า ฌานสุข หรือสุขสงบ ซึ่งเป็นความสุขที่ยิ่งกว่าความสุขทั่วไปทางโลกแต่ก็เป็นความสุขชั่วคราวในระหว่างอยู่ในสมาธิ และมีผลต่อไปอีกระยะหนึ่งหลังออกจากสมาธิ

แต่ถ้าหากคนเรายังมีความคิดที่ถูกปรุงแต่งด้วยความโลภ โกรธ หลง มีความทะยานอยากในจิตใจแล้ว ความทุกข์ใจก็ย่อมเกิดขึ้นอีก ดังนั้น ความสุขในระดับที่ 3 จึงเป็นการรู้เท่าทันความทะยานอยากและความคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสของตัวเรา ทำให้สามาระควบคุมความคิดปรุงแต่ง และปล่อยวางได้ในที่สุด นั่นก็คือญาณสุข หรือสุขจากการปล่อยวาง ซึ่งเป็นความสุขที่ยิ่งกว่าและยั่งยืนกว่าความสุขทางโลก และเป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน หากบุคคลนั้นสามารถเจริญสติที่จะรู้ตัวและรู้เท่าทันตัณหาและสังขารของตนได้

โดยสรุป ความสุขที่ยั่งยืน ก็คือ สุขในระดับที่ 2-3 นั่นเอง ดังนั้นการพัฒนาตนเองทางจิตวิทยาแนวพุทธ จึงเน้นวิธีการขจัดทุกข์เพื่อให้เกิดสุขในระดับที่ 2-3 ส่วนรายละเอียดจะกล่าวในบทต่อไป

เปรียบเทียบการขจัดทุกข์ด้วยการพัฒนาตนเองทางจิตวิทยา และการพัฒนาตนเองทางจิตวิทยาแนวพุทธ จะแสดงได้ดังต่อไปนี้

ทุกข์ (จิตวิทยา) ทุกข์ทางใจจากสาเหตุต่างๆ

ทุกข์ (จิตวิทยาแนวพุทธ) ทุกข์ทางใจ เช่นเดียวกับจิตวิทยา แต่จัดความสุขทางโลกว่าเป็นความทุกข์ด้วย

สาเหตุ (จิตวิทยา) ทั้งเหตุภายนอกและภายในแต่สรุปรวมที่ความคิดทางลบและความรู้สึกเครียดในจิตใจ

สาเหตุ (จิตวิทยาแนวพุทธ) ความคิดที่ปรุงแต่งด้วยความโลภ โกรธ หลง จนกลายเป็นความทะยานอยาก

การแก้ไข (จิตวิทยา) แก้เฉพาะทุกข์ทางใจโดยเน้นการผ่อนคลายความรู้สึกการคิดทางบวก และอื่นๆ

การแก้ไข (จิตวิทยาแนวพุทธ)ให้หลุดจากทั้งทุกข์และสุขทางโลก โดยเน้นสมาธิให้เกิดความสงบสุข และการเจริญสติให้เกิดการปล่อยวาง

*******************************************

แหล่งข้อมูล: จาก คู่มือการพัฒนาตนเองแนวพุทธสำหรับผู้ให้การปรึกษา ฉบับที่ 2 จิตวิทยาแนวพุทธ หน้า 1-9

11 มีนาคม 2548

By โดย นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์

Views, 6402