ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

สุขภาพจิตและหนังเรื่อง CONSTANTINE

สุขภาพจิตและหนังเรื่อง CONSTANTINE

โดย กฤตยกร แสงขาว

ปัจจุบันนี้เรื่องการดูหนังเป็นกิจวัตรของ วัยเด็ก วัยรุ่น ตลอดจนวัยผู้ใหญ่ หลายท่าน ที่มักจะปฏิบัติกันในวันหยุดพักผ่อนกันอย่างแพร่หลาย มีผู้ปกครองหลายท่านรู้สึกเป็นกังวลว่าการดูหนังแต่ละครั้งของบุตรหลานนั้นอาจจะมีปัญหา หรือไม่ทราบจะให้คำแนะนำกับบุตรหลานอย่างไรดี มีหนังหลายเรื่องมีคุณภาพให้แง่คิดด้านสุขภาพจิต ขณะเดียวกันก็มีหนังหลายเรื่องที่อาจจะมีผลต่อสุขภาพจิตของผู้ดู หรือหนังบางเรื่องมีคุณภาพแต่ดูจนจบก็ไม่ทราบว่าผู้สร้างเขาต้องการสื่ออะไรกันแน่

วัตถุประสงค์ของการนำเสนอบทความต่อไปนี้ เป็นความพยายามของทีมงานสุขภาพจิตที่ต้องการจะให้แนวทางสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ครู ในการให้คำแนะนำแก่บุตรหลานในขณะที่ไปดูหนังด้วยกัน หรือเพื่อพิจารณาถึงแนวทางในการพูดคุยสื่อสารกับบุตรหลานสำหรับหนังแต่ละเรื่อง (กรณีที่ไม่มีโอกาสไปดูด้วยกัน) การนำเสนอเรื่องราวต่อไปนี้ เป็นบทวิจารณ์หนังด้านสุขภาพจิตโดยทีมงานสุขภาพจิต ได้ให้มุมมองของหนังในแง่ "สุขภาพจิตและภาพยนตร์ Cinema and Mental Health" ดังต่อไปนี้คือ

Constantine มีเค้าโครงจากตัวละครในหนังสือนิยายกราฟฟิคของ DC Comics/Vertigo เรื่อง “Hellblazer” ที่มาจากทางฝั่งอังกฤษ ซึ่งเป็นการ์ตูนชุดที่ออกติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งจะนำเราไปสู่โลกที่เราไม่เคยคุ้นเคยมาก่อน และอาจนึกไปไม่ถึง

เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงตัวพระเอกของเรื่องที่ชื่อ จอห์น คอนสแตนติน (Keanu Reeves) ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่ตัวเองไม่ต้องการ กับความสามารถที่จะจำแนกเหล่าเทวดา และปีศาจลูกครึ่งที่ปลอมตัวมาเป็นมนุษย์เดินดิน ซึ่งตรงนี้หนังได้แสดงให้เห็นถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แสดงความหวาดกลัวอย่างชัดเจนทางสีหน้า เมื่อเขาต้องพบเห็นเหล่าปีศาจที่หน้าตาน่ากลัวในชีวิตประจำวันแม้กระทั่งบนรถเมล์ ซึ่งความกลัวนี้เองส่งผลโดยตรงต่อจิตใจของเขา ในที่สุด

คอนสแตนติน ก็ตัดสินใจที่จะคร่าชีวิตตัวเองเพื่อหนีให้พ้นจากความทุกข์ทรมานในการมองเห็นอย่างชัดแจ้งของเขา ซึ่งถ้าการฆ่าตัวตายของเขากลับล้มเหลว ในการฟื้นคืนชีพซึ่งตรงข้ามกับความตั้งใจของเขานั้น เขาพบว่าตนเองถูกส่งกลับมายังโลกมนุษย์ และในตอนนี้เองเขาถูกตีตราว่าเป็นผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย และมีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบชั่วคราว เขาท่องไปในสุดเขตโลกระหว่างสวรรค์และนรก ด้วยความหวังที่จะหาทางหลุดพ้นจากบาป ด้วยการส่งบรรดาสมุนแนวหน้าแห่งปีศาจไปสู่ดินแดนเบื้องล่างหรือนรกนั่นเอง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นไปได้ว่าผู้สร้างต้องการจะแสดงให้เห็นถึง ความมีศีลธรรมในจิตใจของตัวคอนสแตนติน ซึ่งได้พยายามที่จะหาทางทำดีเพื่อชดเชยความผิดที่เคยทำไว้ ซึ่งตัวเขาเองลึก ๆ ก็คิดอยู่ว่าการทำความดีนั้นไม่สามารถลบล้างบาปจากการฆ่าตัวตายได้ ตัวเขาเองก็คิดว่ามันเป็นคนละส่วนกัน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำมันต่อไป

แต่อย่างไรก็ตามถ้าเรามองถึง พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเขา เราจะเห็นการไม่ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตที่ดี เหมือนกับมี Suicidal Idea ที่แสดงออกด้วยการเป็นคนที่ดื่มหนัก และสูบบุหรี่จัดถึงวันละ30มวน ตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งต่อมาส่งผลทำให้เขาเริ่มมีอาการไอเป็นเลือด และผลการเอกซ์เรปอดของเขาก็ยืนยันได้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากแพทย์ได้แจ้งกับเขาว่าพบมะเร็งปอด แต่หลังจากที่รับฟังผลจากแพทย์ เขาก็จุดบุหรี่สูบในห้องที่ฟังผลเอกซ์เรทันที ซึ่งดูเหมือนหนังจะประชดประชันว่า ทำไมบางครั้งเราก็รู้หรือเห็นแล้วว่า การกระทำบางอย่างให้ผลร้ายต่อตัวเราเองใหญ่หลวงแค่ไหนแต่ก็ยังทำ (นั่นสิทำไม?) เป็นการเปลี่ยนวิธีการฆ่าตัวตายแบบใหม่เท่านั้นเอง การส่งสมุนของปีศาจไปสู่นรกนั้นเป็นเพียงการทำความดีตามที่เขาคิด ในระหว่างที่เขายังหาทางออกกับเรื่องการจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าไม่ได้เท่านั้นเอง

เนื้อเรื่องได้ต่อไปกล่าวถึงตัวนางเอกคือ แอนเจลา ดอดสัน (Rachel Weisz) ที่กำลังดูเหมือนจะสิ้นหวังในความรู้สึกบาปเช่นกัน แต่เป็นการฆ่าโจรผู้ร้ายในหน้าที่ ซึ่งในหนังแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบการกระทำของตัวเอง กับตำรวจคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยยิงใครเลยตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกเป็นทุกข์มาก แต่ในกรณีของแอนเจลานั้นเธอเลือกที่จะเข้าไปสารภาพบาปกับบาทหลวงที่โบสก์ ซึ่งในกรณีนี้ขั้นตอนการสารภาพบาปของเธอนั้นมีวิธีการเหมือนกับการให้การปรึกษา นั้นคือการให้ผู้มารับคำปรึกษาได้มีโอกาสระบาย (Ventilate) ซึ่งเมื่อเขาได้ระบายเรื่องราวที่คับข้องใจออกมา ก็จะทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้น ซึ่งในที่นี้บาทหลวงก็ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งคอยรับฟังเรื่องราวความทุกข์จากคนที่มาสารภาพบาป

ต่อมามีฉากการฆ่าตัวตายของน้องสาวฝาแฝดของนางเอก เธอคือ อิซาเบล (Rachel Weisz อีกเช่นกัน) ซึ่งในที่นี้ผมคงไม่พูดถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายของเธอ แต่บอกได้เพียงว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นให้พระ-นางของเรามาเจอกัน แต่ผมจะพูดถึงการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลจิตเวชกับผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะมีการฆ่าตัวตาย ซึ่งถึงแม้ในหนังจะไม่ได้เราอย่างชัดเจนว่าเธอป่วยเป็นโรคอะไร แต่ในด้านการรักษาความปลอดภัยนั้น ก็มีส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการรักษาทางการแพทย์เลย ซึ่งจะเห็นได้จากการที่อิซาเบลเดินออกจากห้องของเธอ และเดินไปยังดาดฟ้า แล้วก็กระโดดลงมาเสียชีวิตในที่สุด กลับไม่มีใครเห็นเลยนอกจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ดูเหมือนกับในหนังจงใจสร้างให้โรงพยาบาลจิตเวชมีความหละหลวมเป็นพิเศษ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบุคลากรในโรงพยาบาลจิตเวชจะได้รับการอบรมมาเพื่อให้มีความตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดกับคนไข้จิตเวชอย่างดีที่สุด แต่ในบางครั้งจะมีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่จะคอยหาวิธีการหรือโอกาสในการฆ่าตัวตายให้สำเร็จใหม่ ๆ เสมอ บางครั้งเราก็ต้องยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ในตอนต่อ ๆ มา หนังก็จะเล่าถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ พระเจ้า ปีศาจ นรก สวรรค์ ซึ่งผมจะขอข้ามไป และคงต้องให้ท่านไปติดตามชมในโรงภาพยนตร์จะได้รับอรรถรสที่ดีกว่า ทีนี้เราจะมากล่าวถึงตอนท้ายเรื่องนิดนึงที่มีความน่าสนใจในประเด็นที่เกี่ยวกับเกย์บ้างดีกว่า (หลายท่านอาจจะทำหน้างง ๆ นะครับ)

ตอนเกือบจบของเรื่อง จะมีการปรากฏตัวของลูซิเฟอร์ (Peter Stormare) หรือปีศาจ ซึ่งเป็นเจ้านรก (ส่วนสาเหตุการปรากฏตัวของลูซิเฟอร์นั้นคงต้องกั๊กไว้นิดนึง) แต่ที่น่าสังเกตคือ มีความขัดแย้งเกิดขึ้นหลายอย่าง คือเขาปรากฏตัวในชุดสีขาว ซึ่งเป็นสีแห่งความดี ความบริสุทธิ์ ซึ่งไม่น่าจะมาอยู่กับเจ้านรกได้ แต่นั้นยังไม่แปลกเท่ากับที่ลักษณะท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า การใช้น้ำเสียง การใช้สายตาที่ดูตุ้งติ้ง เหมือนเกย์ออกสาวที่กำลังรู้สึกมีชัยชนะกับอะไรบางอย่าง ซึ่งตรงนี้ ผมไม่เข้าใจว่าผู้กำกับต้องการจะสื่ออะไร ซึ่งนั่นอาจเป็นเพียงแค่ต้องการให้ผู้ชมรู้สึกตลกขบขัน โดยการเปลี่ยน Concept เจ้าปีศาจที่ควรจะมีท่าทางดุดัน ดูโหดตามแบบฉบับของคนคุมนักโทษ (คนบาปในนรก) ทั่วไป มาเป็นซาตานที่ดูกระแดะ ๆ คล้าย ๆ เกย์ออกสาวนิดนึง หรือนี่เป็นการแฝงเจตคติด้านลบที่ยังเหลืออยู่เกี่ยวกับเกย์ของคนในสังคมโดยให้เป็นปีศาจเสียเลย แต่อย่างไรเสียหนังก็ไม่ได้มีความชัดเจนตรงนี้มากนัก

อย่างไรก็ดีที่ผมเขียนมาทั้งหมดก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อย ที่ผมคิดว่าน่าจะให้ประโยชน์กับท่านผู้อ่านได้บ้าง แล้วในท้ายที่สุดหนังจะดำเนินไปอย่างไร และหนังเรื่องนี้จะให้แง่คิด หรือประโยชน์อะไรกับคุณได้อีกบ้าง คงต้องให้คุณไปพิสูจน์กันในโรงภาพยนตร์นะครับ กับ “CONSTANTINE”

*******************************************

22 มีนาคม 2548

By กฤตยกร แสงขาว

Views, 3777