ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ศาสตร์แนวใหม่แห่งความสุข (The New Science of Happiness)

ศาสตร์แนวใหม่แห่งความสุข (The New Science of Happiness) ตอนที่ 1

โดย Claudia Wallis

ในประวัติศาสตร์ด้านจิตวิทยาที่ผ่านมานั้น ได้ให้ความสำคัญเน้นหนักไปในเรื่อง "ความทุกข์ระทมแห่งการเจ็บป่วย (Ails)" ทางใจทั้งหลายของมนุษย์ เช่น ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า โรคประสาท ย้ำคิดย้ำทำ หวาดระแวง หลงผิด ฯลฯ โดยมีเป้าหมายของาการปฏิบัติการช่วยเหลืออยู่ที่การช่วยให้ผู้เจ็บป่วยเหล่านั้นพ้นจากภาวะ "ทุกข์ระทุม" มาสู่ภาวะปกติ หรือที่ Martin Seligman นักจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania กล่าวไว้ว่า “จากติดลบ 5 สู่ภาวะ 0” นั่นเองและ Seligman นี้เองที่ชักชวนนักจิตวิทยาคนอื่นๆ มาที่ Akumal ประเทศเมกซิโก ในวันขึ้นปีใหม่ของปี 1998 ซึ่งเป็นวันแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักจิตวิทยาอเมริกัน ทั้งนี้ เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเป้าหมายใหม่ของจิตวิทยา โดยเขาได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าตระหนักว่าวิชาชีพของข้าพเจ้ายังอยู่แค่ครึ่งๆ กลางๆ มันไม่เพียงพอสำหรับเราเลยที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับสู่ความเป็นปกติเท่านั้น แต่เราจำเป็นต้องหาวิธีการที่จะทำให้คนเราพัฒนาไปได้ถึงขีดสุด ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้คนที่อยู่ที่ 0 พัฒนาไปสู่ บวก 5 ให้ได้”

สำหรับการดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักจิตวิทยาแต่ละคนที่ผ่านมานั้น มักจะต้องถูกถามและเลือกประเด็นสาระสำคัญเฉพาะของตนเองที่จะดำเนินการตลอดสมัยการทำงานของตน แต่ Seligman คิดใหญ่โตกว่านั้น เขาต้องการโน้มน้าวให้เพื่อนร่วมวิชาชีพคนอื่นๆ เปิดประเด็นที่จะสำรวจอาณาเขตที่อยู่เหนือ 0 ที่ว่านั้น และมองหาว่ามีวิธีการใดที่จะทำให้ผู้คนมีความรู้สึก เต็มอิ่ม และเข้าถึงความหมายที่ลึกซึ้งของ "ความสุข" (Happy) เขากล่าวว่า สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่มากไปกว่าแค่การไม่มีโรคทางจิตเท่านั้น แต่จะต้องเป็นอะไรที่เสริมสร้างศักยภาพของจิตใจและวิญญาณของมนุษย์


ในระยะเวลากว่า 10 ปี มานี้ มีนักวิจัยทางจิตวิทยาเพียง 2-3 คน เท่านั้นที่เริ่มก้าวออกมาจากเงามืดของการเจ็บป่วยทางจิต เพื่อค้นหาความสุขสบายทางจิตใจมากขึ้น อย่างเช่น Seligman ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการมองโลกในแง่ดี ซึ่งเป็นลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับการมีสุขภาพกายที่ดี มีความซึมเศร้าและโรคทางจิตน้อยกว่า มีชีวิตที่ยืนยาวกว่า และมีความสุขมากกว่าด้วย นอกจากนี้ ยังมี Edward Diener นักจิตวิทยาจาก University of Illinois หรือ Dr.Happiness ที่ได้ทำการศึกษาว่าอะไรบ้างที่ทำให้คนรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจในชีวิตมากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่ง Seligman ได้พยายามสานต่องานวิจัยดังกล่าว เพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

Seligman ได้เชิญ Ray Fowler CEO อาวุโสของสมาคมนักจิตวิทยาอเมริกัน และ Mihaly Csikszentmihali นักจิตวิทยาเชื้อสายฮังกาเรียน มาประชุมร่วมกันที่เมือง Akumal ทั้งสามได้วางแผนสำหรับการประชุมเกี่ยวกับจิตวิทยาด้านบวกเป็นครั้งแรกในอีก 1 ปีต่อมา

ภายในไม่กี่เดือนต่อมา Seligman ซึ่งเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในเรื่องของจิตวิทยาด้านบวก ก็ได้รับรางวัลจาก The Templeton Foundation ทำให้งานวิจัยด้านความสุข การมองโลกในแง่ดี การมีอารมณ์ที่ดี และคุณลักษณะที่ดีต่างๆ เริ่มเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง

อะไรบ้างที่ทำให้คนเรามีความสุข

จากการศึกษาวิจัย ค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้คนเรามีความสุขนั้น อาจจะอยู่นอกเหนือความคาดหมายของคนเราก็ได้ ตัวอย่างเช่น บางคนอาจคิดว่าเงินหรือสิ่งที่หาซื้อได้ด้วยเงิน คือปัจจัยที่ทำให้คนเรามีความสุข แต่การวิจัยพบว่า เมื่อใดก็ตามที่คนเราได้รับการตอบสนองตามความต้องการพื้นฐานครบหมดแล้ว การมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยให้คนเราพึงพอใจในชีวิตมากขึ้นแต่อย่างใด หรือจะเป็นเรื่องการศึกษา ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่ใช่เลย และการมี IQ สูงก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขเช่นกัน หรือจะเป็นวัยหนุ่มสาว ซึ่งก็ไม่ใช่อีก ความจริงแล้วผู้สูงอายุจะมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่า และมีอารมณ์ด้านลบน้อยกว่าด้วย

จากการศึกษาของ U.S centers for Disease Control and Prevention พบว่าบุคคลที่อายุระหว่าง 20-24 ปี จะมีอารมณ์เศร้าเฉลี่ย 3.4 วันต่อเดือน ซึ่งตรงข้ามกับผู้สูงอายุวัย 65-74 ปี ที่จะมีอารมณ์เศร้าเพียง 2.3 วันเท่านั้น หรือจะเป็นเรื่องของการแต่งงาน ซึ่งค่อนข้างซับซ้อน คนที่แต่งงานแล้วจะมีความสุขมากกว่าคนโสด แต่อาจเป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่ามีความสุขมากกว่าในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หรือจะเป็นการดูโทรทัศน์ ซึ่งก็ไม่ใช่เลย เพราะคนที่ดูโทรทัศน์มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันจะมีความสุขน้อยกว่าคนที่ใช้เวลาดูโทรทัศน์น้อยกว่า

เมื่อมองด้านบวก จะพบว่าความเชื่อทางศาสนาจะช่วยยกระดับทางวิญญาณให้สูงขึ้น รวมทั้งเรื่องเพื่อนด้วย จากการศึกษาเมื่อปี 2002 โดย Diener and Seligman พบว่า คุณลักษณะสำคัญของนักศึกษาที่มีความสุขในระดับสูงสุด และมีสัญญาณของความซึมเศร้าน้อยที่สุด จำนวน 10% คือการมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับเพื่อนฝูงและครอบครัว รวมทั้งมีความผูกพันที่จะใช้เวลาร่วมกับบุคคลเหล่านี้ด้วย ซึ่ง Diener สรุปว่า การที่คนเราจะมีความสุขได้ จะต้องมีทักษะทางสังคม มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใครบางคน และมีการสนับสนุนทางสังคมที่ดีด้วย

Ruut Veenhoven จาก Erasmus University ในกรุง Rotterdam ได้จัดฐานข้อมูลเกี่ยวกับความสุข (www2.eur.nl/fsw/research/happiness) ซึ่งรวบรวมงานวิจัยทั่วโลกเกี่ยวกับความสุขเอาไว้ Veenhoven กล่าวว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณวันละ 1-2 แก้ว จะมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเลยและคนที่อายุระหว่าง 30-50 ปี จะมีความสุขน้อยกว่าคนกลุ่มอายุอื่น ทั้งนี้เพราะบุคคลกลุ่มนี้จะมีอิสระน้อยลงและมีความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดูเด็ก การทำงาน และการต้องผ่อนชำระหนี้สินต่างๆ นอกจากนี้ คนเราจะมีความสุขมากที่สุดเมื่อได้ทำงานที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเพียงพอ หลังจากที่ Veenhoven ได้ทำงานในด้านนี้มากกว่า 25 ปี แล้วเขาสรุปเกี่ยวกับความสุขเอาไว้ว่า “มันขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบชีวิตที่เป็นอยู่ของคุณมากน้อยเพียงใด บางคนมีชีวิตราวกับอยู่ในสวรรค์แต่ก็ยังคงไม่มีความสุข เพราะไม่พอใจไปเสียทุกสิ่งทุกอย่างนั่นเอง

บันได 8 ขั้น สู่ความพึงพอใจในชีวิต

1. นับพรหรือสิ่งที่คุณได้รับจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยการจดบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณที่ได้รับ ตั้งแต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น ต้นไม้ที่คุณปลูกไว้ออกดอกให้คุณชื่นชม จนถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เช่น ลูกของคุณเดินได้เป็นก้าวแรก เป็นต้น โดยจดบันทึกสัปดาห์ละครั้ง ทุกคืนวันอาทิตย์ และจดสิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ

2. ฝึกเป็นคนเมตตากรุณา โดยกระทำเป็นครั้งคราว เช่น ยอมให้คุณแม่ที่กำลังเร่งรีบลัดคิวตอนเข้าแถวจ่ายเงิน หรือทำเป็นประจำ เช่น ทำอาหารไปเลี้ยงคนชราข้างบ้าน ขอให้มีความเมตตาต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงหรือคนแปลกหน้า การทำเช่นนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณรู้สึกดีๆ ช่วยให้คุณรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่น ทำให้คุณได้รับรอยยิ้มเป็นการตอบแทนแล้วคุณจะมีความสุขมากขึ้น

3. ซึมซับความสุขสดชื่นในชีวิต ให้ความใส่ใจกับวินาทีที่คุณรู้สึกสบายใจ เช่น รับรู้ความหวานหอมของสตรอเบอรี่สุกฉ่ำ รู้สึกถึงความอบอุ่นของแสงแดดเมื่อคุณก้าวพ้นชายคานักจิตวิทยาบางคนแนะนำว่าให้ “ถ่ายภาพในใจ” เอาไว้ เพื่อรำลึกถึงความสุขที่ผ่านมาในยามที่คุณไม่ค่อยจะมีความสุขนัก

4. ขอบคุณพี่เลี้ยงของคุณ ถ้าเคยมีใครให้ความช่วยเหลือคุณมาก่อนในเวลาที่คุณลำบากอย่ารอที่จะขอบคุณ และแสดงความชื่นชมต่อบุคคลนั้นเป็นอันขาด

5. เรียนรู้ที่จะให้อภัย ปลดปล่อยอารมณ์โกรธหรือความไม่พอใจ โดยการเขียนจดหมายให้อภัยบุคคลที่ทำให้คุณโกรธหรือไม่พอใจ การไม่รู้จักให้อภัยจะทำให้คุณต้องจมอยู่กับความอาฆาตแค้น แต่ถ้าคุณให้อภัยได้ คุณจะมีความรู้สึกที่ดีต่ออดีตและทำให้จิตใจของคุณสงบสุขด้วย

6. ให้เวลาและพลังงานกับเพื่อนฝูงและครอบครัว ทั้งนี้เพราะสถานที่ที่คุณอยู่ เงินทองที่คุณหาได้ ตำแหน่งหน้าที่การงานของคุณ หรือแม้แต่สุขภาพของคุณนั้น จะมีผลต่อความพึงพอใจในชีวิตของคุณน้อยมาก ปัจจัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อความสุขก็คือความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับผู้ใกล้ชิดนั่นเอง

7. ดูแลร่างกายของคุณให้ดี นอนให้พอ ออกกำลังกาย บิดขี้เกียจ ยิ้มและหัวเราะ จะช่วยให้คุณอารมณ์ดีได้ในระยะสั้นๆ ดังนั้น การทำสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ เป็นประจำ จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของคุณเป็นที่น่าพอใจมากขึ้น

8. หาวิธีการคลายเครียดและวิธีการจัดการกับปัญหายากๆ ความเชื่อทางศาสนาช่วยได้มาก รวมทั้งข้อคิดต่างๆ เช่น “แล้วมันก็จะผ่านไปเช่นกัน” หรือ “อะไรก็ตามที่ฆ่าฉันไม่ได้ จะทำให้ฉันแข็งแกร่งมากขึ้น” และมันจะได้ผลดีถ้าคุณเชื่อมั่นอย่างแท้จริงในสิ่งเหล่านี้ด้วย

การวัดอารมณ์

อารมณ์จะไม่อยู่คงที่ คนที่มีความสุขมากที่สุด บางครั้งก็รู้สึกเศร้าได้ และคนที่รู้สึกเศร้าที่สุดก็อาจมีช่วงเวลาที่มีความสุขได้เช่นกัน นักสังคมวิทยาได้พยายามที่จะวัดความสุข และพบวิธีการประเมินหลายวิธีด้วยกัน เช่น Diener ได้พัฒนาเครื่องมือพื้นฐานที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง เรียกว่า The Satisfaction With Scale เป็นการสำรวจโดยใช้คำถาม 5 คำถาม ซึ่งพบว่าไปกันได้ดีกับแบบวัดความสุขอื่นๆ เช่น ความประทับใจจากเพื่อนฝูงและครอบครัว การแสดงออกของอารมณ์ที่ดี และการมีอาการซึมเศร้าต่ำ

The Satisfaction With Life Scale

โปรดอ่านข้อความต่อไปนี้ และให้คะแนน 1-7 ว่าคุณเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด

ค่าคะแนนเท่ากับ 1 2 3 คำตอบคือ ไม่จริงเลย

ค่าคะแนนเท่ากับ 4 5 คำตอบคือ จริงปานกลาง

ค่าคะแนนเท่ากับ 6 7 คำตอบคือ จริงมากที่สุด

คำถาม............................

1. โดยส่วนใหญ่แล้ว ชีวิตของฉันใกล้เคียงกับที่ฉันเคยฝันเอาไว้

2. สภาพชีวิตด้านต่างๆ ของฉันนั้นดีเลิศ

3. ฉันพึงพอใจกับชีวิตของฉัน

4. ฉันได้รับสิ่งสำคัญต่างๆ ที่ฉันต้องการในชีวิตแล้ว

5. ถ้าฉันย้อนชีวิตกลับไปได้อีกครั้ง ฉันแทบจะไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

คะแนนที่ได้..........................................

31-35 คุณรู้สึกพึงพอใจในชีวิตมากที่สุด

26-30 คุณรู้สึกพึงพอใจในชีวิตมาก

21-25 คุณรู้สึกพึงพอใจในชีวิตเพียงเล็กน้อย

20 ปานกลาง

15-19 คุณรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิตเล็กน้อย

10-14 คุณรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิต

5-9 คุณรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิตมากที่สุด


Csikszentmihalyi ได้คิดค้นวิธีใหม่โดยใช้ beeper และใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกับกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีการสุ่มเลือก ในจอคอมพิวเตอร์จะมีคำถามต่างๆ เช่น คุณกำลังทำอะไรอยู่ คุณรู้สึกสนุกมากน้อยเพียงใด คุณอยู่ลำพังหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น วิธีนี้อาจใช้เวลามาก แต่ก็ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความพึงพอใจ และการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนั้นๆ

Daniel Kahneman นักจิตวิทยาที่ได้รับรางวัลโนเบล จาก Princeton University ได้คิดค้นเครื่องมือใหม่ในการวัดความสุข เรียกว่า The day-reconstruction method โดยกลุ่มตัวอย่างจะต้องเขียนบันทึกประจำวันอย่างยาว และตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับทุกสิ่งที่พวกเขาทำเมื่อวันที่ผ่านมา และใครที่พวกเขาอยู่ด้วยในเวลานั้น และให้บอกคะแนนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น (มีความสุข หมดความอดทน ซึมเศร้า วิตกกังวล เหนื่อย ฯลฯ) โดยให้คะแนน 1-7 การศึกษาของเขาแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ที่คุณจำได้นั้นได้รับอิทธิพลจากคะแนนอารมณ์ในระดับสูงและต่ำ และขึ้นอยู่กับว่ามันจบลงอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเลือกที่จะศึกษาใครบางคนที่ไปพักร้อนที่อิตาลี คุณอาจพบว่าบุคคลนั้นกำลังอารมณ์เสียกับการรอคอยพนักงานเสิร์ฟที่ทำงานอย่างเชื่องช้า หรือกำลังบ่นเรื่องเครื่องปั้นดินเผาที่ราคาแพง เป็นต้น ถ้าคุณถามพวกเขาหลังจากกลีบมาแล้วว่า “ไปเที่ยวอิตาลีมาเป็นอย่างไรบ้าง” สิ่งที่พวกเขาจะจำได้คือช่วงเวลาที่มีอารมณ์สูงสุด และสิ่งที่พวกเขารู้สึกในตอนสิ้นสุดการเดินทางเท่านั้น

Seligman เขียนหนังสือชื่อ Authentic Happiness ในปี 2002 เขากล่าวถึงผลงานวิจัยของเขาว่า ความสุขประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ ความสบายใจ (ใบหน้าที่มีรอยยิ้ม) ความมีส่วนร่วม (การมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับครอบครัว การงาน ความรัก และงานอดิเรก) แบะความหมาย (การใช้จุดแข็งส่วนบุคคลเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในท้ายที่สุด)

เราจะมีความสุขมากขึ้นได้หรือไม่

ในปี 1996 David Lykken จาก University of Minnesota ทำการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจในชีวิตมาจากโปรแกรมทางพันธุกรรม โดยทำการศึกษาในฝาแฝด 4,000 คู่

Dylan Evans จาก University of the West of England in Bristol พบว่าสิ่งที่มีแนวโน้มจะทำให้คนเรามีความสุขมากที่สุดคือ ความสัมพันธ์ที่โรหแมนติค ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิท แต่เนื่องจากการมีพันธุกรรมเป็นตัวกำหนด ภาวะความสุขของคนเราจึงจะกลับสู่ระดับเดิมอยู่เสมอ ไม่ว่าคนเราจะประสบเหตุการณ์ใดมาก่อนก็ตาม

Diener พบเหตุการณ์สำคัญในชีวิต 2 เหตุการณ์ที่จะทำให้ความสุขของบุคคลลดต่ำกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ การสูญเสียคู่สมรส และการสูญเสียงาน

ตามงานวิจัยของ Seligman คนเราสามารถเพิ่มความสุขได้โดยเพิ่มองค์ประกอบทั้ง 3 ประการของความสุข ได้แก่ หาสิ่งที่เพลิดเพลินทำให้มากขึ้น พยายามใส่ใจกับสิ่งที่คุณทำ และพยายามทำชีวิตให้มีความหมายมากขึ้น

Sonja Lyubomirsky จาก University of California at Riverside แนะนำให้เขียนบันทึกแห่งความกตัญญูรู้คุณ โดยจดทุกสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณที่ได้มาเอาไว้เป็นประจำ

อีกวิธีหนึ่งคือ การกระทำสิ่งที่แสดงถึงความเมตตากรุณา เช่น การไปเยี่ยมบ้านคนชรา การช่วยลูกเพื่อนทำการบ้าน การเขียนจดหมายถึงคุณตาคุณยาย ฯลฯ

การเชื่อมโยงกับผู้อื่น ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความสุข เกือบทุกคนจะมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้อยู่ร่วมกับผู้อื่น

Julie Norem แย้งว่าเรื่องของบุคลิกภาพก็มีความสำคัญ เธอได้เขียนหนังสือชื่อ The Positive Power of Negative Thinking และบอกว่าการเปลี่ยนจากคนมองโลกในแง่ร้ายเป็นคนมองโลกในแง่ดีนั้นทำได้ยาก ดังนั้น จิตวิทยาเชิงบวกอาจทำให้เกิดอคติสำหรับการแก้ปัญหาตามบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลก็ได้

*******************************************

แหล่งข้อมูล:Time Megazine February 28, 2005. Page

25 มีนาคม 2548

By โดย Claudia Wallis/เรียบเรียงโดย กรมสุขภาพจิต

Views, 8551