ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

โรคอารมณ์เศร้าอารมณ์แปรปรวนหรือ Bipolar disorders

Bipolar disorders (โรคอารมณ์เศร้าอารมณ์แปรปรวนหรือ BP)

โรคทางจิตเวชจากข่าวดัง.....ดาราฮอลีวูดป่วยเป็นโรค BP

โดย กรมสุขภาพจิต

เมื่อสองสามวันก่อนมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งและโทรทัศน์กล่าวถึง การป่วยเป็นโรค BP ของดาราระดับนางเอกภาพยนตร์ชื่อดัง “คนเหล็ก Terminatros” ของฮอลีวูด ซึ่งป่วยมานานกว่า 20 ปี แต่ปัจจุบันสามารถมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป และดาราท่านนั้นได้ทำหน้าที่ที่เธอเรียกว่า เป็น "ผู้นำความหวัง (Messenger of Hope)" ให้กับผู้ป่วยทางจิตทั้งหลายทั่วโลก และคนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในการป้องกันและรักษาโรค



หลายท่านคงจะสงสัยว่าโรค BP ที่ดาราดังท่านนั้นป่วยเป็นอย่างไร วันนี้กรมสุขภาพจิตจึงขอแจ้งแถลงไขให้ทราบโดยทั่วกันดังนี้คือ

Bipolar disorders หรือ BP เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนที่ผู้ป่วยมีอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่าปกติหรือ อารมณ์ครื้นเครงไปจากภาวะปกติเล็กน้อย สลับกับมีภาวะอารมณ์เศร้าซึม

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีเพียงอาการอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่าปกติเท่านั้นในแต่ละครั้งที่อาการกำเริบ โดยไม่มีระยะที่มีอาการซึมเศร้าเลย แต่ยังคงให้การวินิจฉัยว่าเป็นภาวะอารมณ์เศร้าอารมณ์แปรปรวนทั้งนี้เนื่องจากการดำเนินโรค ประวัติของโรคในครอบครัว ตลอดจนการตอบสนองต่อการรักษาไม่ต่างไปจากผู้ป่วยที่มีอาการทั้ง 2 ด้าน อีกทั้งผู้ป่วยประเภทนี้พบได้ไม่มาก (ประมาณร้อยละ 10)

ลักษณะอาการทางคลินิก อาการของผู้ป่วยอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

1. อาการด้านอารมณ์ ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี พูดจามีอารมณ์ขัน ล้อเลียนผู้อื่น คึกคะนอง ไม่สำรวม มีการแสดงออกของอารมณ์หรือความต้องการอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ค่อยคำนึงถึงผู้อื่นหรือกฎเกณฑ์ของสังคม หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ตนต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว

2. อาการด้านพฤติกรรม ผู้ป่วยจะรู้สึกคึกคัก มีกำลังวังชา ขยันมากกว่าปกติแต่มักทำได้ไม่ค่อยดี ความต้องการนอนลดลง ชอบพูดคุยทักทายผู้อื่น แม้แต่กับคนแปลกหน้า พูดมาก พูดเร็ว กิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้น ใช้จ่ายสิ้นเปลือง

3. อาการด้านความคิด ผู้ป่วยจะมีความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีโครงการในกิจการต่างๆ ซึ่งเกินตัว เชื่อมั่นในตนเองมากร่วมกับมีการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น ในรายที่เป็นรุนแรงจะพบมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน โดยเนื้อหามักเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจวิเศษ ศาสนา หรือบางครั้งอาจมีลักษณะแปลกๆ เช่นเดียวกับที่พบในโรคจิตเภท

ระบาดวิทยา

ความชุกโดยคำนวณตลอดชีวิต ร้อยละ 1 หญิงและชายพบได้พอๆ กัน อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการประมาณ 30 ปี

สาเหตุ

ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุเป็นจากปัจจัยด้านชีวภาพ ซึ่งพบเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมค่อนข้างสูง และเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมอง ในแง่ของสารสื่อนำประสาทในสมองหลายตัว โดยพบว่าในระยะที่มีอารมณ์เศร้า มีสารสารสื่อนำประสาทนอร์อิพิเนฟรินและซีโรโทนินลดลง และในระยะอารมณ์คลั่งมีนอร์อิพิเนฟรินสูง

การดำเนินโรค

ผู้ป่วยชายส่วนใหญ่จะมีอาการครั้งแรกเป็นภาวะอารมณ์คลั่ง ส่วนผู้ป่วยหญิงจะมีอาการครั้งแรกเป็นแบบภาวะอารมณ์เศร้า ระยะเวลาที่เป็น หากไม่ได้รักษาโดยเฉลี่ยนาน 4 เดือน ผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะอารมณ์คลั่ง พบว่ามีโอกาสที่จะเป็นอีกมากกว่าร้อยละ 90 และโรคนี้มีโอกาสเกิดซ้ำของโรค สูงกว่าพวกที่มาด้วยภาวะอารมณ์เศร้า

การรักษา

รับไว้รักษาในโรงพยาบาลในรายที่อาการรุนแรง เช่น ก้าวร้าว ทำลายข้าวของ มีอาการโรคจิต หรือไม่พักผ่อน รบกวนคนในครอบครัวหรือผู้อื่น ญาติควบคุมพฤติกรรมไม่ได้ เป็นต้น

ยาหลักในการรักษา ได้แก่ ลิเทียม ให้ขนาด 600-9000 มก./วัน โดยให้ระดับยาในเลือดอยู่ระหว่าง 0.8-1.4 mEq/ลิตร ในรายที่มีอาการมากในช่วงแรกจำเป็นต้องให้ยารักษาโรคจิต หรือยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนในขนาดสูงร่วมไปด้วย เพื่อควบคุมพฤติกรรม ลดอาการวุ่นวาย ก้าวร้าว เมื่ออาการด้านอารมณ์ลดลงจึงค่อยๆ ลดยารักษาโรคจิตลงจนหยุด ผู้ป่วยอารมณ์คลั่งที่มีอาการโรคจิตร่วมด้วยนั้นต้องให้การรักษาด้วยยารักษาโรคจิต และลดยาลงเมื่อหายอาการเช่นกัน

ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยลิเทียม หลังจากให้ยาในขนาดที่เหมาะสมไปนาน 4 สัปดาห์ หรือในผู้ป่วยที่เป็น rapid cycling อาจให้การรักษาด้วย carbamazepine หรือ sodium valproate

หลังจากผู้ป่วยอาการกลับสู่ปกติแล้ว ให้ลิเทียมต่อไปอีก 3-4 เดือน แล้วลดยาลงจนหยุด ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยเป็นมาแล้ว 2 ครั้งขึ้นไป ควรให้การรักษาแบบดูแลต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ โดยมีระยะเวลาที่ให้ควรนานอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป

ขณะให้ยารักษาเพื่อดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ หากผู้ป่วยที่กลับมามีอาการ อารมณ์คลั่งให้เพิ่มขนาดลิเทียม หรือให้ยารักษาโรคจิตร่วม หากมีอาการซึมเศร้าให้เพิ่มขนาดลิเทียม ร่วมกับทำจิตบำบัด ถ้ายังไม่ดีขึ้นอาจให้ยาแก้เศร้า แต่ไม่ควรให้นาน เนื่องจากอาจไปกระตุ้นให้โรคเกิดกำเริบบ่อยขึ้นได้

*******************************************

เอกสารอ้างอิง : มานิต ศรีสุรภานนท์. ตำราจิตเวชศาสตร์, โรคอารมณ์แปรปรวน, พิมพ์ครั้งที่ 2 เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, เชียงใหม่: หน้า 165, พ.ศ. 2544.

มาโนช หล่อตระกูล. จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี, โรคอารมณ์แปรปรวน, พิมพ์ครั้งที่ 6 สวิชาการพิมพ์, กรุงเทพฯ: หน้า 153-157, พ.ศ. 2544.

25 มีนาคม 2548

By กรมสุขภาพจิต

Views, 10213