ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ศาสตร์แนวใหม่แห่งความสุข (The New Science of Happiness) ตอนที่ 2

ศาสตร์แนวใหม่แห่งความสุข (The New Science of Happiness) ตอนที่ 2
มันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนักหรอก

Alan C. Robles

แม้ชาวฟิลิปปินส์จะยากจน และสิ่งแวดล้อมก็มีแต่มลภาวะ แต่พวกเขาก็ยังดูมีความสุขดี ทำไมละ?

จากการศึกษาเกี่ยวกับระดับความสุขของแต่ละประเทศ พบว่าประเทศฟิลิปปินส์ได้รับคะแนนสูงสุด จากการสำรวจค่านิยมทั่วโลก The University of Michigan เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยเรียงลำดับ 82 ประเทศเกี่ยวกับความรู้สึก “เป็นปกติสุข” ซึ่งรวมเรื่องของความสุขและความพึงพอใจในชีวิตเอาไว้ด้วย และพบว่าประเทศฟิลิปปินส์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในเอเชีย นอกเหนือจากประเทศที่ร่ำรวยกว่าในภูมิภาคใกล้เคียงกัน เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ตัวแทนบริษัทในฮ่องกงก็พบว่าฟิลิปปินส์เป็นสถานที่ที่มีความสุขมากที่สุดในกลุ่มประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่

เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะชาวฟิลิปปินส์มีฐานะยากจน มีความขัดแย้งทางการเมือง มีปัญหาคอรัปชั่น และสภาพแวดล้อมก็ถูกทำลายไปมาก ยิ่งไปกว่านั้นประเทศฟิลิปปินส์ยังประสบภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม อุทกภัย ภูเขาไฟระเบิด และภัยพิบัติธรรมชาติอื่นๆ อีกมาก ซึ่งติดอันดับประเทศที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุดในโลก โดยการจัดลำดับของ The Brussels-based Center for Research and Epidemiology of Disasters นอกจากนั้น เมื่อคริสต์มาสปีที่ป่านมา 8 ใน 10 คนของผู้ตอบแบบสอบถามยังบอกกับบริษัทวิจัยว่าพวกเขารู้สึก “มองโลกในแง่ดี” สำหรับปี 2005 ด้วย

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ACNielson ได้ขอให้ชาวฟิลิปปินส์ประเมินชีวิตของพวกเขา ซึ่งคะแนนที่ออกมาจะอยู่ในช่วงปานกลางถึงแย่ ในด้านความปลอดภัยของบุคคล ด้านความปกติสุขของเศรษฐกิจและด้านภาวะสุขภาพทั่วไป แต่พวกเขาก็ยังคิดว่าพวกเขา “มีความสุขมาก”

สำหรับชาวฟิลิปปินส์แล้ว ไม่ได้หมายถึงสิ่งของ แต่หมายถึงสังคม พวกเขาจะมีความสุขมากที่สุดเมื่ออยู่รวมกลุ่มกัน เช่น ในครอบครัว ในกลุ่มเพื่อน ในชุมชน หรือแม้แต่ในกลุ่มคนแปลกหน้า เช่น ที่สนามบิน คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จะพูดคุยกัน เล่าเรื่องตลกสู่กันฟัง และแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือซึ่งกันและกัน นอกจากนี้การที่ชาวฟิลิปปินส์มีชื่อเล่นที่ฟังดูน่าขบขันในสายตาชาวต่างชาติ แต่ก็แสดงถึงความสำคัญของกลุ่มสังคม เพราะพวกเขาจะได้ชื่อเล่นมาจากครอบครัวและกลุ่มเพื่อนนั่นเอง

เป็นเวลานับร้อยปีที่ฟิลิปปินส์มีรัฐบาลที่ไม่ดี ซึ่งสอนให้ประชาชนไม่คาดหวังอะไรมากจากสถาบันนี้ เพราะรู้ว่าผู้นำคอรัปชั่น และในประเทศก็ไม่มีความเท่าเทียมกัน มีคนจำนวนมากไม่ได้รับยุติธรรม แต่ประชาชนก็ไม่เอาเรื่องเหล่านี้มาขัดขวางความสุขของพวกเขา ชาวฟิลิปปินส์ให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็นคนที่พร้อมจะรื่นเริงเสมอ

นอกจากนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังมีลักษณะพิเศษอีก 2 อย่างคือ การฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพในตนเอง ดังนั้น แทนที่จะรอให้รัฐบาลมาช่วย พวกเขาจะช่วยกันเองมากกว่าในสหรัฐอเมริกา ชาวฟิลิปปินส์ถือเป็นกลุ่มผู้อพยพจำนวนเกือบมากที่สุดที่ไม่เคยขอรับสวัสดิการสังคมจากภาครัฐเลย

ภรรยาของผู้เขียนได้พบชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่งชื่อ Nester Castillo วัย 43 ปี ทั้งสองคุยกันเรื่องโครงการของรับบาลฟิลิปปินส์ที่จะให้แสตมป์อาหารแก่คนยากจน Castillo ไม่เห็นด้วย เพราะไม่เชื่อว่านักการเมืองและข้าราชการจะทำให้เรื่องนี้เป็นไปอย่างสุจริตได้ และจนบัดนี้เขาก็ยังไม่ได้รับแสตมป์นี้เลย เมื่อ 4 ปีก่อน เขาตกงานจากการเป็นภารโรงที่ศาลากลางเมืองเกซอนซิตี้ เขาและครอบครัวก็ได้ฉลองกันอย่างมีความสุข

ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังค้นหาความสุขกันอยู่ แต่ชาวฟิลิปปินส์กลับคิดว่าความสุขไม่ใช่เป้าหมาย แต่มันเป็นเครื่องมือทำให้พวกเขามีชีวิตรอดอยู่ได้ต่างหาก

29 มีนาคม 2548

By Alan C. Robles

Views, 4070