ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

โดย DMH Staff กรมสุขภาพจิต

ข่าวการฆ่าตัวตายทางหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ และทีวีที่เสนอข่าวการฆ่าตัวตายหมู่ของครอบครัวหนึ่ง ของวันนี้ (7 เมษายน 2548) เป็นความสูญเสียที่คนส่วนมากรู้สึกว่าไม่น่าเกิดขึ้น และอาจสงสัยว่าเหตุใดคนเราจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการฆ่าตัวตายนั้นเกิดขึ้นกันทั้งครอบครัว 5 ชีวิต รวมถึงเด็กอายุ 3-4-5 ปีตามลำดับ คงสร้างความรู้สึกช๊อคกับใครหลายคนในสังคมได้

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย แนวโน้มเกี่ยวกับฆ่าตัวตายในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2524 ถึงปี พ.ศ. 2539 ค่อนข้างคงที่ โดยมีอัตราขึ้นลงอยู่ระหว่าง 7.3-7.7 ต่อประชากร 100,000 คน โดยระยะ 4 ปีหลัง พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มสูงขึ้นเล็กน้อย ดังนี้คือ ปี พศ. 2540(6.9), พ.ศ. 2541(8.1), พ.ศ. 2542(8.6), พ.ศ. 2543(8.4), พ.ศ. 2544(8.2)

อัตราการการฆ่าตัวตายของประเทศไทยในแต่ละพื้นที่ มีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญที่ควรศึกษา เพื่อเป็นแนวทางป้องกันปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง พื้นที่ที่มีการฆ่าตัวตายสูงจะเป็นเขตภาคเหนือ (เขต 10 เขต 9 และ 3 ตามลำดับ) และชายฝั่งตะวันออก ส่วนภาคใต้ตอนล่างจะพบต่ำ (ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือสุขภาพจิตไทย พ.ศ. 2545-2546 หน้า 30-34) กรมสุขภาพจิต.. คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด

จากการดำเนินงานของกรมสุขภาพจิตในโครงการเฝ้าระวังภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายของประเทศไทย พบว่าข้อมูลอัตราการฆ่าตัวตาย โดยตัวเลขตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาที่มีการเพิ่มของข้อมูล ส่วนหนึ่งมาจากการเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและครอบคลุมมากขึ้น


เรารู้อะไรเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายเกิดขึ้นคู่กับมนุษย์มาช้านาน และอาจแบ่งสาเหตุการฆ่าตัวตายออกเป็นปัจจัยทางสังคม ทางจิตใจ และทางการแพทย์

สาเหตุของการฆ่าตัวตาย

ปัจจัยทางสังคม

แม้การฆ่าตัวตายของแต่ละคนจะมีสาเหตุและความเป็นมาที่แตกต่างกัน แต่มักมีปัจจัยทางสังคมร่วมกัน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความรักความสัมพันธ์ สังคมที่มีความสับสน วุ่นวาย เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สมาชิกในสังคม จะเกิดความรู้สึกแปลกแยกไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ขาดความหมายของการมีชีวิตอยู่ การฆ่าตัวตายในสังคมเช่นนี้จะเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับสังคมที่เน้นความเป็นตัวของตัวเอง เน้นการแก่งแย่งแข่งขันในหมู่เยาวชน ค่านิยมต่างๆ จะสั่นคลอน พบปัญหาต่างๆ ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า การฆ่าตัวตายในวัยรุ่น การหย่าร้าง ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกโดเดี่ยวและแปลกแยกถือเป็นสาเหตุสำคัญทางสังคมของการฆ่าตัวตาย การทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตายยังอาจเพิ่มสูงขึ้นภายหลังการนำเสนอข่าวหรือรายการโทรทัศน์ที่แสดงเรื่องราวและภาพของการฆ่าตัวตายโดยการฆ่าตัวตายที่เกิดตามมามักใช้วิธีการเดียวกัน

ปัจจัยทางจิตใจ

ผู้คิดฆ่าตัวตายมักมองตนเองว่าเป็นคนไร้ค่า ไม่มีความสามารถ มองสังคมรอบตัวว่าขาดความเป็นธรรมและไม่ให้อภัยต่อความผิดพลาดของตน เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง เบื่อหน่ายและเศร้าใจ ผู้คิดฆ่าตัวตายมักเป็นผู้ที่ขาดทักษะในการแก้ปัญหาชีวิต จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ใช้ทักษะการแก้ปัญหาเชิงรุกจะเครียดน้อยกว่าผู้เลี่ยงปัญหาหรือเน้นแต่การบรรเทาด้านอารมณ์ การตัดสินใจฆ่าตัวตายจึงเป็นเหมือนทางออกเพื่อหนีจากปัญหาที่เขามองไม่เห็นทางแก้ไข

ปัจจัยทางชีวภาพ/การแพทย์

การศึกษาทางการแพทย์ พบว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 9 ใน 10 มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชอย่างใดอย่างหนึ่งขณะทำการฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุสำคัญคือภาวะซึมเศร้า และการติดสุรา แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าอารมณ์เศร้าและการติดสุรา น่าจะมีสาเหตุจากจิตใจและสังคมสิ่งแวดล้อม แต่จากการศึกษาพบว่าอารมณ์เศร้าที่มีอาการรุนแรงหรือที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย เช่น มีอาการหวาดระแวง มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากกรรมพันธุ์และนักวิทยาศาสตร์ยังตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองของผู้มีอาการซึมเศร้า ซึ่งแสดงถึงกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะซึมเศร้า และพบว่าการรักษาด้วยยาเพื่อปรับการทำงานของระบบสารเคมีในสมอง ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าการรักษาทางจิตใจ โดยเฉพาะหากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการทางจิตจำเป็นต้องได้รับยาในการรักษา แต่การรักษาจะได้ผลดีที่สุดและช่วยป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ หากให้การรักษาทั้งทางยา และทางจิตใจควบคู่กันไป โดยการช่วยเหลือทางจิตใจจะเน้นการปรับวิธีคิดเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาและการสร้างสัมพันธภาพ เช่นเดียวกับปัญหาการติดสุราที่พบสาเหตุทางกรรมพันธุ์ร่วมด้วย

ภาวะซึมเศร้าเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายประมาณร้อยละ 50 โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการรุนแรงและมีประวัติเคยทำร้ายตนเองมาก่อน ปัญหาติดสุราเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายประมาณ 1 ใน 4 โดยเฉพาะผู้ดื่มสุราที่มีปัญหาสุขภาพร่างกาย ปัญหาชีวิตสมรส ปัญหาในที่ทำงาน หรือมีปัญหาทางกฎหมายจากการดื่มสุรา มุมมองทางการแพทย์เชื่อว่า ผู้ป่วยทางจิตเวชที่คิดฆ่าตัวตาย เมื่อรักษาจนภาวะทางจิตดีขึ้น ส่วนใหญ่ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจะลดลง การรักษาที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตาย และการเจ็บป่วยทางจิตเวชถือเป็นสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นทุกรายมักมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องหลายประการ การให้ความช่วยเหลือผู้คิดฆ่าตัวตายและป้องกันการฆ่าตัวตายจึงต้องเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตของบุคคลผู้นั้นทั้งด้านสังคม จิตใจ และการแพทย์

สาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย

ด้านสังคม ความรู้สึกโดเดี่ยว แปลกแยก

ด้านจิตใจ ความสิ้นหวัง

ด้านการแพทย์ ความเจ็บป่วยทางจิตเวช

สำหรับผู้ที่ไม่มีความเจ็บป่วยทางจิตเวช หากมีเวลาไตร่ตรองทบทวนปัญหาชีวิตพิจารณาทางเลือกต่างๆ ให้รอบด้านมากขึ้น มักจะเปลี่ยนใจไม่ต้องการตาย

พฤติกรรมการฆ่าตัวตาย

เราอาจแบ่งพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายเป็น 3 ระดับ คือ

1. การคิดฆ่าตัวตาย

2. การทำร้ายตนเอง แต่ไม่เสียชีวิต

3. การฆ่าตัวตาย

คนทั่วไปอาจมีความคิดชั่ววูบที่อยากตาย ความคิดเช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงชีวิตประสบปัญหายุ่งยาก เกิดความเครียด ทำให้รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายหรือเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกไม่เป็นที่รัก ในการศึกษาจำนวนผู้มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยการสำรวจทางโทรศัพท์เพื่อประเมินภาวะสุขภาพจิต จากผลกระทบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยกรมสุขภาพจิต จำนวน 4 ครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม 2540 จนถึง เดือนกันยายน 2541 พบผู้มีความคิดฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ที่ยังประกอบอาชีพ

การสำรวจข้าราชการในจังหวัดเชียงใหม่โดยใช้แบบสอบถามพบว่า ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการสาธารณสุข และข้าราชการครูในจังหวัดเชียงใหม่ มีความคิดอยากฆ่าตัวตายในช่วง 6 เดือนก่อนการสำรวจ จำนวนร้อยละ 14.9, 11.6, 7.7 ตามลำดับ ในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์พบมีความคิดฆ่าตัวตายจำนวนร้อยละ 18.6 การศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า เด็กนักเรียนร้อยละ 12 เคยมีความคิดฆ่าตัวตายก่อนอายุจะครบ 16 ปี และร้อยละ 3 เคยพยายามทำร้ายตนเอง ในกลุ่มผู้เคยทำร้ายตนเอง มีเพียงส่วนน้อยที่ไปขอรับบริการทางสุขภาพจิต แต่ละขณะจึงมีคนไทยประมาณร้อยละ 5-10 มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยบางกลุ่มอาจมีความคิดเช่นนี้มากกว่าคนทั่วไป เช่น ผู้ตกงาน ผู้ป่วยโรคร้ายแรง ผู้กำลังประสบกับปัญหาชีวิต และผู้ป่วยจิตเวช เป็นต้น

ผู้ทำร้ายตนเอง

ผู้ที่คิดและพยายามฆ่าตัวตาย มักจะมองการฆ่าตัวตายว่าเป็นทางออกเพียงทางเดียวที่เขามีอยู่ในขณะนั้น และมองว่าการตายเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทนอยู่กับปัญหาหรือความเจ็บปวดทางจิตใจที่เขาผชิญอยู่ เขามีความรู้สึกถูกบีบคั้นจากปัญหาจนทนไม่ได้ หมดความหวัง จึงต้องการหยุดการรับรู้ลง และการตายเปรียบเสมือนการหลีกหนีจากความเจ็บปวดที่เขาไม่ต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่ตกอยู่ในภาวะจิตใจเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากตายเพื่อจบปัญหาลง อีกใจก็ไม่อยากตาย เพราะยังมีห่วงทางใจ อาจเป็นพ่อแม่ คู่ครอง หรือลูก หรือยังมีความกลัวตายอยู่เล็กๆ จิตใจจึงวุ่นวายสับสน เมื่อมีเหตุมากระทบอีกเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะตัดสินใจทำร้ายตนเอง

ความลังเลภายในใจนี้เป็นเสมือนกุญแจสำคัญ ในการให้ความช่วยเหลือที่จะช่วยให้ผู้คิดฆ่าตัวตายตระหนักในความต้องการมีชีวิตอยู่ต่อของตนเอง และมีโอกาสพิจารณาทางเลือกอื่นให้รอบคอบมากขึ้น

องค์การอนามัยโลกประมาณว่า ผู้ทำร้ายตนเองมีจำนวนมากกว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 10-20 เท่า จากการศึกษาพบว่าผู้ทำร้ายตนเองจะมีโอกาสทำซ้ำและประสบความสำเร็จได้ โดยมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำเร็จในระยะหนึ่งปีหลังการทำร้ายตนเองครั้งแรกเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป และร้อยละ 10 ของผู้ทำร้ายตนเอง จะจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา

การสำรวจผู้ทำร้ายตนเองในยุโรปและอเมริกาพบว่า ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 4-5เปอร์เซนต์ เคยพยายามทำร้ายตนเองมาก่อน ทั้งนี้ผู้ที่เคยทำร้ายตนเองอาจไม่ได้ไปรับความช่วยเหลือใดๆ จากโรงพยาบาลทั่วไปหรือหน่วยงานบริการทางสุขภาพจิต การศึกษาผู้ทำร่ายตนเองในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาผู้พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่เสียชีวิตที่ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุน้อย สาเหตุกระตุ้นที่สำคัญคือปัยหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและปัญหาเศรษฐกิจ มักใช้วิธีรับประทานยาหรือสารพิษ และเมื่อสัมภาษณ์ในรายละเอียดพบว่าผู้ทำร้ายตนเองที่ไม่เกิดอันตรายรุนแรง มักจะไม่มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชและทำร้ายตนเองขณะโกรธเคือง ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ มากกว่าจะกระทำเพราะความสิ้นหวังในชีวิต โรคจิตเวชที่พบบ่อยคือ โรคประสาท โดยเฉพาะที่มีอารมณ์เศร้า และบุคลิกภาพผิดปกติ นพ.สมพร บุษราทิจ ได้คำนวณจำนวนผู้พยายามฆ่าตัวตายในเวลาหนึ่งปีในเขตกรุงเทพฯ ว่ามีประมาณ 175 คนต่อประชากร 100,000 คน แต่ละวันจึงมีผู้ทำร้ายตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยมีคนไทยอย่างน้อย 50,000-100,000 คน ทำร้ายตนเองในแต่ละปี

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ

ผลการศึกษาจากต่างประเทศ พบว่าในกลุ่มผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ

90% มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชชนิดใดชนิดหนึ่ง

66% พบแพทย์ในระยะหนึ่งเดือนก่อนฆ่าตัวตาย

40% พบแพทย์ในระยะหนึ่งสัปดาห์ก่อนฆ่าตัวตาย

33% แสดงความคิดจะฆ่าตัวตายอย่างชัดเจน

25% เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่รับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก

ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมักเป็นผู้ชาย มีความเจ็บป่วยทางจิตเวช มีการวางแผนฆ่าตัวตายไว้ล่วงหน้า ใช้วิธีการที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และทำในช่วงเวลาสถานที่ที่คนอื่นช่วยเหลือได้ยาก ขณะที่ผู้ทำร้ายตนเอง โดยไม่เสียชีวิต มักเป็นหญิงมากกว่าชาย ส่วนใหญ่ไม่มีความเจ็บป่วยทางจิตเวช ทำอย่างหุนหันพลันแล่นโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง ทำในเวลาและสถานที่ที่คนอื่นมีโอกาสช่วยเหลือ ผู้ทำร้ายตนเองจำนวนไม่มากที่ตั้งใจจะจลชีวิตตนเองลงจริง ส่วนใหญ่มักทำไปเพราะเหตุผลอื่น เช่น เพราะความน้อยใจ ขุ่นเคืองใจ ซึ่งถือเป็นวิธีการหนึ่งในการสื่อสารเพื่อร้องของความช่วยเหลือ แต่ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการลงมือทำครั้งแรก

ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะส่งสัญญาณเตือนบางประการก่อนการฆ่าตัวตาย เช่น การสำรวจในอเมริกาพบว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 2 ใน 3 เคยพูดถึงความคิดฆ่าตัวตาย และมากกว่า 1 ใน 3 แสดงความตั้งใจฆ่าตัวตายอย่างชัดเจนก่อนลงมือทำ การส่งสัญญาณนี้มักสื่อให้กับคนมากกว่าหนึ่งคน แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศไทยได้โดยตรง เนื่องจาสภาพทางสังคม วัฒนธรรมและระบบบริการให้ความช่วยเหลือที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เรียนรู้จากการศึกษาต่างๆ คือ

- ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่กระทำขณะมีความเจ็บป่วยทางจิตเวช ซึ่งเป็นปัญหาทีสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้

- ผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะขอความช่วยเหลือในช่วงก่อนลงมือทำ ซึ่งแสดงถึงความต้องการความช่วยเหลือ เช่น ไปพบแพทย์แต่ไปด้วยปัญหาทางอาการทางกาย ไม่ใช่ปัญหาอยากฆ่าตัวตาย การไปใช้บริการ ณ จุดใจจุดหนึ่งก่อนการฆ่าตัวตายนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่เราจะพัฒนามาตรการการป้องกันการฆ่าตัวตายได้

- ผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จส่วนใหญ่จะสื่อความคิดฆ่าตัวตายออกมาก่อนลงมือทำ เราจึงต้องให้ความใส่ใจกับผู้ที่พบหรือสื่อถึงความคิดฆ่าตัวตาย และหาทางช่วยเหลือที่เหมาะสม

สัญญาณอันตรายของผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย มีดังนี้

1 แยกตัว ไม่พูดกับใคร

2. มีคนในครอบครัวฆ่าตัวตายมาก่อน

3. เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้ว

4. มีแผนฆ่าตัวตายที่แน่นอน โดยดูได้จากแจกจ่ายของรักของหวง พูดจาฝากฝังคนข้างหลัง จัดการงานหรือทรัพย์สินให้เรียบร้อย

5. เวลาพูดมีน้ำเสียงวิตกกังวล สีหน้าเศร้าหมอง

6. ติดเหล้าหรือยาเสพติด

7. ทรมานจากโรคจนต้องพึ่งยารักษาประจำ และนอนไม่หลับติดกันเป็นเวลานานๆ

8. ชอบพูดเปรยๆว่าอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่

9. ประสบปัญหาชีวิต เช่น ล้มละลาย สูญเสียคนรักกะทันหัน เป็นโรคเรื้อรัง พิการจากอุบัติเหตุ

10. มีอารมฌ์ขึ้นๆลงๆ ที่น่าระวังคือ เมื่ออารมฌ์เปลี่ยนแปลงเป็นตรงกันข้าม จากซึมเศร้าหรือหงุดหงิดมานาน กลับดูสบายใจอย่างผิดหูผิดตา ช่วงนี้แสดงว่าเขารวบรวมความกล้าและตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะฆ่าตัวตาย

ถ้าผู้ใดมีสัญญาณดังกล่าวมานี้ ญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทควรจะดูแลคนผู้นั้นอย่างดี คอยอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยอย่างใกล้ชิด พูดให้กำลังใจ เพื่อให้คลายความเศร้า กังวล พาไปออกกำลังกายตามโปรแกรมดังนี้คือ เดินเร็วหรือวิ่งจ๊อกกิ้ง ฯลฯ นาน 30 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์

ถ้าเห็นท่าไม่ดีต้องพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้การปรึกษา หรือพบแพทย์เพื่อบำบัดรักษา

หรือใช้บริการ 1667 ฮอตไลน์ คลายเครียด ของกรมสุขภาพจิตได้ตลอดเวลา

ท่านผู้อ่านที่สนใจต้องการประเมินคนใกล้ชิดว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือไม่ สามารถคลิกที่นี่เพื่อแบบทดสอบ

"แบบคัดกรองภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย" ของกรมสุขภาพจิต..….....คลิกที่นี่ค่ะ.....

*******************************************

เอกสารอ้างอิง: คู่มือการสอบสวนหาสาเหตุการฆ่าตัวตาย โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล กรมสุขภาพจิต

7 เมษายน 2548

By โดย DMh Staff กรมสุขภาพจิต

Views, 27142