ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ความจริงแน่แท้ที่เกี่ยวกับเรื่องเงินและความสุข

ความจริงแน่แท้ที่เกี่ยวกับเรื่องเงินและความสุข

โดย Gregg Easterbrook/เรียบเรียงโดย DMH Staff กรมสุขภาพจิต

ถ้าคุณวาดกราฟของชีวิตในประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณจะเห็นว่ากราฟแต่ละเส้นที่เกี่ยวกับการเงินและสินค้าต่างๆ ที่เงินสามารถหาซื้อมาได้ จะตั้งขึ้นเหมือนกับทิศทางของจรวด เป็นอนุสาวรีย์ทางสถิติต่อความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันคนญี่ปุ่นมีรถยนต์มากกว่า 1 คน ต่อครัวเรือน และใช้เงินเกือบปีละ 1,000 เหรียญในการเดินทางท่องเที่ยว รถรุ่นใหม่ๆ เครื่องใช้อิเลคทรอนิกส์ส่วนบุคคลที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 50 ปี เริ่มซื้อหาได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ หรือรายจ่ายต่างก็สูงขึ้น แต่ถ้าทำแผนผังแห่งความสุข จะเห็นว่าเส้นเป็นแนวราบเหมือนหลังคารถ Lexus LS430

การสำรวจในญี่ปุ่นพบความเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นสุขน้อย ทั้งก่อนฟองสบู่แตกและเมื่อประเทศเริ่มฟื้นตัว


ไม่ใช่แต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น เกาหลีใต้ ก็ก้าวผ่านมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจมาแล้ว ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา แต่ผลสำรวจความสุขกลับไม่เท่ากับการเพิ่มของ GDP เลย จากการสำรวจของ U.S.’s National Opinion Research Center ในปี 1950 พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของคนอเมริกันบอกว่าตนเอง “มีความสุขมาก” และศูนย์แห่งนี้ก็ได้ทำการวิจัยซ้ำแบบเดิมเป็นระยะๆ และตัวเลขก็ยังคงเหมือนกัน แม้ GDP จะเพิ่มมากกว่า 2 เท่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แต่การวัดความพึงพอใจในชีวิตกลับพบว่ายังคงเท่ากับกลางช่วงปี 1970s ในประเทศเยอรมนี Allensbach Polling Agency พบว่า 57% ของการสำรวจพบคำตอบว่า “สอดคล้องกับชีวิตของพวกเขา” ในปี 2001 ตัวเลขเพิ่มเป็น 59% ทั้งที่พวกเขามีเงินในประเป๋ามากขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ได้ทำให้มีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกัน?

เราต่างเคยได้รับการบอกเล่าว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ แต่เราก็ไม่ได้ทำตามที่เราได้ยินมา พวกเราใช้เวลาและพลังงานอย่างมากในการแสวงหาสิ่งที่เงินจะซื้อได้ มากกว่าจะทำกิจกรรมที่เติมเต็มความสุขให้กับเรา เช่น การคบเพื่อน การช่วยเหลือผู้อื่น และการพัฒนาจิตวิญญาณ

Ruut Veenhoven จาก The University of Rotterdam ทำการวิจัยพบว่า ประชาชนในประเทศยากจนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าปีละ 10,000 เหรียญต่อปี ไม่มีความสุข ส่วนประเทศที่ประชาชนมีรายได้ต่อปีสูงกว่า 10,000 เหรียญ กลับพบว่าความสุขกับเงินไม่ได้ไปด้วยกัน การวิจัยในไต้หวัน เมื่อปี 2000 พบความเชื่อมโยงระหว่างรายได้เพิ่มขึ้นกับความสุข แต่โดยรวม ดูเหมือนว่าความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตจะเป็นจริง แม้ในประเทศเอเชียที่ยึดวัตถุนิยมก็ตาม

ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยด้านสังคมวิทยาและจิตวิทยาแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างรายได้ของบุคคลกับความรู้สึกดีๆ ในชีวิต การสำรวจของ Time ในอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคม พบว่า ความสุขดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น 50,000 เหรียญต่อปี หลังจากนั้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นด้วยแต่อย่างใด Edward Diener นักจิตวิทยาจาก The University of Illinois สัมภาษณ์สมาชิกของ Forbes 400 ซึ่งเป็นกลุ่มชาวอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุด พบว่าคนกลุ่มนี้มีความสุขมากกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น Dylan Evans จาก The University of the West of England in Bristol กล่าวว่า “ยังมีอะไรอีกหลายอย่างมากกว่าความมั่นคงทางการเงินที่จะทำให้คนเรามีความสุข”

เงินไม่ใช่หลักประกันของความสุข เนื่องจากปรากฏการณ์ที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า “Refernce anxiety” หรือ ความวิตกกังวลจากการเปรียบเทียบ จากความคิดดังกล่าว คนเราจะตัดสินความเป็นเจ้าของจากการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เราจะกังวลเมื่อรายได้ของเราห่างจากคนอื่น ซึ่งอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ก่อนคนส่วนใหญ่เคยอยู่ในเมืองเล็กๆ หรือชนบท ที่ทุกคนมีสภาพใกล้เคียงกัน จึงมีความวิตกกังวลต่ำ แต่ในช่วง 20-30 ปีมานี้ สภาพเศรษฐกิจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้ 5% ของครัวเรือนมีฐานะร่ำรวยและใช้ชีวิตที่ดีกว่าชนชั้นกลาง ทำให้เกิดความวิตกกังวล คนส่วนน้อยที่รวยกว่า มีบ้านใหญ่กว่า ใช้เงินซื้อเสื้อผ้าได้มากกว่าที่คนอื่นใช้เช่าบ้านได้ทั้งเดือน ทำให้คนชั้นกลางวิตกกังวล แม้ว่าพวกเขาจะมีสภาพชีวิตที่ดีก็ตาม ในประเทศที่มีระดับรายได้สูงใกล้เคียงกัน เช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย พบว่า ความเป็นปกติสุขจะสูงกว่าในประเทศที่การกระจายความมั่งคั่งไม่เท่าเทียมกัน เช่น ในอเมริกา หรือ ฮ่องกง

ในขณะที่ โทรทัศน์ นิตยสารเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน และ Website ทำให้คนเรารับรู้ชีวิตที่มั่งคั่งของผู้อื่น (แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ได้มีความสุขมากกว่าก็ตาม) ทำให้เกิดความวิตกกังวลตามมา

การมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในสังคมปัจจุบันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความพึงพอใจ เมื่อความคาดหวังด้านวัตถุเพิ่มสูงขึ้น การยิ่งมีเงินมากยิ่งทำให้มีความปรารถนามากขึ้น “สิ่งที่ประชาชนต้องการในด้านวัตถุและประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อเท่ากับโค้งรายได้หลังสงคราม” เมื่อชายหญิงไต่ขึ้นบันไดเศรษฐกิจ พวกเขาส่วนใหญ่จะเลิกรู้สึกชื่นชมกับภาวะที่ดีขึ้น แต่จะโหยหาสิ่งที่เขาไม่มี ตัวอย่างเช่น คุณอาศัยอยู่ในบ้านที่มี 2 ห้องนอนมาหลายปี และฝันจะมีบ้าน 3 ห้องนอน ท้ายสุดคุณจะมีบ้าน 3 ห้องนอน แล้วมันทำให้คุณความสุขหรือไม่? ไม่แน่เสมอไป บ้าน 3 ห้องนอนคือมาตรฐานใหม่ของคุณ แล้วคุณก็จะอยากได้บ้าน 4 ห้องนอนต่อไปอีก

จากการสำรวจพบว่าชาวอเมริกันไม่มีรายได้เท่าใด จะรู้สึกว่าพวกเขาต้องการมากขึ้นๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี แม้ว่าพวกเขาจะมีรายได้สูง พวกเขาก็อยากได้สูงขึ้นไปอีก แต่ Robert MacCulloch ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ ที่ The London Business School พบว่าคนจนในอเมริกามีความทุกข์น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับชาวยุโรป แม้ว่าชาวยุโรปจะชอบสวัสดิการที่ได้รับมากกว่าชาวอเมริกัน และไม่มีปัญหาความวิตกกังวลกับการเปรียบเทียบ ความแตกต่างคือ “คนจนอเมริกันคิดว่าวันหนึ่งพวกเขาจะร่ำรวย พวกเขาคิดว่าถ้าเขาทำงานหนัก เขาจะกลายเป็น Bill Gate คนต่อไปได้”

แต่ในทางตรงข้าม คนจนในยุโรปจะพบว่ากำแพงของความมั่งคั่งเป็นอุปสรรคที่เอาชนะได้ยาก “พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่มีวันรวยขึ้นได้ พวกเขาต้องติดอยู่ในระดับล่างตลอดไป” คนเอเชียที่มีสภาพเศรษฐกิจขาขึ้นจะมีทัศนคติคล้ายชาวอเมริกัน ดังนั้น คนฮ่องกงที่ยากจน จะมองเศรษฐีใหม่เป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องมากกว่าน่าอิจฉา พวกเขาคิดว่าจะรวยได้เช่นกัน

พลังของความคิดทางบวกก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเราเชื่อว่าฐานะของเราจะดีขึ้นความสุขก็จะตามมา Carol Graham นักเศรษฐศาสตร์จาก The Brookings Institute in Washington, D.C. พบว่า มีความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคตของประชาชนอาจมีอิทธิพลต่อความรู้สึกปกติสุขมากกว่าภาวะที่เป็นอยู่ที่ดีแล้วแต่ไม่คาดหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น ลองพิจารณาคน 2 คน คนหนึ่งมีรายได้ 50,000 เหรียญต่อปี แบะคาดหวังว่าจะได้เพิ่มขึ้นอีก 10% กับอีกคนหนึ่งที่มีรายได้ 150,000 เหรียญต่อปี แต่ไม่ได้เงินเดือนขึ้นเลย คนหลังย่อมมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีกว่า แต่คนแรกจะรู้สึกดีต่อชีวิตมากกว่า

การเติบโตทางรายได้จึงเป็นเรื่องของคนระดับกลางในประเทศร่ำรวย แม้มัธยฐานรายได้ต่อคัวเรือนในอเมริกาจะสูงกว่าแต่ก่อน คือ 15% ตั้งแต่ปี 1984 เมื่อฟองสบู่แตกในญี่ปุ่น รายได้ของชนชั้นกลางเริ่มหยุดนิ่ง คนส่วนใหญ่จะไม่มีรายได้ที่ดีขึ้น และไม่คาดหวังสิ่งที่ดีในอนาคตอันใกล้ พวกเขาจึงเกิดความรู้สึกในทางลบ

มาตรฐานการดำเนินชีวิต ระดับการศึกษา และมาตรวัดเบื้องต้นของความเป็นปกติสุขได้เพิ่มสูงขึ้นหลังสงคราม และสูงมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เพราะเราคิดว่าเราต้องหาเงินให้ได้เพิ่มมากขึ้นทุกปี มีมาตรฐานการดำเนินชีวิตที่สูงขึ้น จึงลดทอนความสุขลง และการยึดติดกับการที่ต้องหาให้ได้มากขึ้น ทำให้ประชาชนในประเทศร่ำรวยไม่สามารถชื่นชมว่าพวกเขามีมากเพียงใดแล้ว

ในกลุ่มคนจนความวิตกกังวลจากการเปรียบเทียบยังมีบทบาทสำคัญ การศึกษาในคนจรจัดในกัลกัตตา อินเดีย พบว่าคนจรจัดในกัลกัตตา มีความสุขมากกว่าในอเมริกา ทั้งนี้เพราะชาวอเมริกันมีระดับความวิตกกังวลจากการเปรียบเทียบสูงกว่า เมื่อเทียบกับคนจรจัดที่มีมากกว่าในกัลกัตตา ในอินเดียช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยแคบกว่าในอเมริกา “บางครั้งเราคิดว่าเราจัดให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศด้อยโอกาสเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่ความจริงเราเองก็ได้เรียนรู้ข้อบกพร่องของวัฒนธรรมของเราเองด้วย”

ข้อบกพร่องหนึ่งก็คือ เราไล่ล่าเงินเหมือนเป็นสิ่งที่มีความหมาย ในประเทศพัฒนาแล้ววัตถุนิยมทำให้วงจรการทำงานและการใช้จ่ายเป็นเป้าหมายหลัก แล้วพวกเราก็สงสัยว่าทำไมพวกเราจึงไม่มีความสุข

*******************************************

เรียบเรียงโดย คณะ DMh Staff กรมสุขภาพจิต

เอกสารอ้างอิง: Time Magazine, March 2005. Page11-15.

12 April 2548

By โดย Gregg Easterbrook/เรียบเรียงโดย DMH Staff กรมสุขภาพจิต

Views, 4820