ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

เมื่อลูกท้าทายคุณ ตอน เผชิญหน้ากับการท้าทายทางโทรทัศน์

เมื่อลูกท้าทายคุณ ตอน เผชิญหน้ากับการท้าทายทางโทรทัศน์

แปลและเรียบเรียงโดย นพ.สันต์ สิงหภักดี

จากหนังสือหมอชาวบ้าน เล่ม 3 "เมื่อลูกท้าทายคุณ"
แปลจากหนังสือ Children; The Challenge. Rudolf Dreikurs, M.D./and Vicki Soltz, R.N.

ใครๆ ก็คิดว่าโทรทัศน์เป็นของไม่ดีสำหรับลูกๆ เป็นต้นเหตุให้ลูกทะเลาะกัน เพราะแย่งรายการกันดู เสียเวลาทำการบ้านเป็นตัวอย่างเลวสำหรับเด็ก เราเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เป็นไปในทางดีได้


แทบทุกบ้าน เครื่องรับโทรทัศน์จะสร้างปัญหาหลายๆ อย่าง มีการทะเลาะกันว่าจะดูรายการไหน คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงว่าลูกจะไปเชื่อหรือเอาอย่างเรื่องไม่ดีอะไรบ้าง อาจเป็นห่วงถึงการนั่งเฝ้าดูเพียงเพื่อความเพลิดเพลินทางเดียว เป็นห่วงเวลาทีเสียไปกับเรื่องที่ไม่มีสาระ แม้เด็กอาจได้ดูรายการที่มีประโยชน์ เวลาทำการบ้านก็อาจหมดไป ลูกจะไม่ห่วงเวลานอนเพราะรายการดีๆ มักจะมีตอนดึก เวลาอาหารก็จะต้องจัดให้สอดคล้องกับรายการโทรทัศน์มีหลายๆ บ้านถึงกับเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารคือมานั่งกินหน้าเครื่องรับโทรทัศน์

ทุกคนในครอบครัวจะต่างคนต่างจดจ่ออยู่กับเรื่องราวในรายการ คุณพ่อคุณแม่จะหงุดหงิดเพราะเวลากินอาหารไม่ใช่กิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดความสมัครสมานต่อกันอย่างที่เคยเสียแล้ว

ไม่ทราบว่าจะมีคุณแม่สักกี่คนที่อยากโยนเครื่องรับโทรทัศน์ทิ้ง แต่ก็คงเพียงพยายามยับยั้งควบคุมการดูโทรทัศน์ ทำให้มีการทะเลาะโต้เถียงไม่พอใจ พ่อแม่บางครอบครัวไม่ยอมให้มีโทรทัศน์ในบ้าน ผลคือลูกๆ แอบไปดูที่บ้านอื่น หรือไม่ก็บ่นคร่ำครวญว่าเขาไม่มีสิ่งที่ลูกบ้านอื่นเขามี

โทรทัศน์ก็คงยังต้องมีอยู่นั่นเอง มันสร้างปัญหาซึ่งเราจำต้องเรียนรู้วิธีแก้ไขหแทนที่จะไปขุ่นเคืองใจ ขณะที่ลูก ๆ ทะเลาะกันว่าใครจะได้ดูรายการไหน คุณพ่อคุณแม่หลีกเลี่ยงไปให้พ้นการทะเลาะ หรือปิดเครื่องรับเสียจนกว่าลูกๆ เขาจะตกลงกันได้ แต่ถ้าหากว่าการทะเลาะเกี่ยวข้องกัน ทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกๆ สถานการณ์คงจะยุ่งยากมากขึ้น แต่ไม่ใช่ปัญหาว่าคุณพ่อคุณแม่มีสิทธิ์จะได้ดูรายการภาคหัวค่ำ หรือจะยอมให้ลูกเขาเลือกรายการของเขาตามใจชอบ

เรื่องเช่นนี้เป็นปัญหาของ “ครอบครัว” จะเป็นต้องแก้ไขกันทั้งครอบครัว จึงเกิดมีคำถามขึ้นว่า “เราจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี” ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่พูดว่า “พ่อ (หรือแม่) จะจัดระบบการดูโทรทัศน์อย่างไรดี”

สมาชิกในครอบครัวทุกคนต้องมาตกลงกัน ซึ่งเป็นเรื่องของคณะกรรมการครอบครัว แต่ถ้าความขุ่นเคืองระหว่างกันรุนแรง คุณพ่ออาจถอดหลอดโทรทัศน์ออกจากเครื่อง และไม่มีใครเลยแม้แต่คุณพ่อคุณแม่ได้ดูโทรทัศน์จนกว่าจะได้มีการตกลงกันให้ได้เสียก่อน (ดูเหมือนจะคล้ายๆ การนัดหยุดงานในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีการทำงานเลยจนกว่าจะตกลงกันเสียก่อน)

สำหรับเรื่องการละทิ้งการบ้าน เราอาจทำความเข้าใจกับเด็กได้ด้วยการพูดจากัน ให้เด็กเขามีสิทธิ์เลือกว่าจะทำการบ้านเวลาใด และจะดูโทรทัศน์เวลาใด คุณแม่จำเป็นต้องมีความมั่นคง บังคับให้ลูกทำตามข้อตกลง ด้วยการกระทำไม่ใช่คำพูด แต่ถ้าเป็นลูกคนโตคงต้องใช้คำถามว่า “เราจะทำอย่างไรก้นดี” ลูกคนโตเขาจะจัดการเอง

ถ้าลูกๆ เขาอยากจะดูโทรทัศน์ทั้งที่เลยเวลาเข้านอนแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีความมั่นคงเพื่อรักษากิจวัตร ถ้าลูกยังเล็กอยู่จับเขาอุ้มไปห้องนอนโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำ จะไม่มีการต่อสู่เผชิญอำนาจกันเลย เพราะคุณแม่เองไม่มีส่วนได้เสียอะไรในการให้ลูกทราบว่าต้องทำอะไร ถ้าหากคุณแม่มีความมั่นคงในเพียงแต่พาลูกไปนอน แต่ถ้าเป็นเด็กโต เราต้องมีการตกลงกันก่อนและเราจะต้องทำตามข้อตกลงที่ลูกสัญญาไว้

เรื่องเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่อง่าย ถ้าเราไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ในความเชื่อถือและความร่วมมือไว้กับลูกๆ มาก่อน ที่จริงแล้ว เครื่องรับโทรทัศน์มันไม่ใช่ตัวปัญหาในตัวมันเอง มันเพียงเน้นให้เห็นถึงการขาดความร่วมมือกันระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลุกๆ

คุณภาพและเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์เป็นเรื่องที่น่าห่วงใยของประเทศชาติ แต่เราคงไม่สามารถนั่งเฉยคอยอยู่ให้ประเทศชาติมาแก้ไขปัญหาให้เรา นี่มันในบ้านของเราและในที่นี้เราจำเป็นต้องจัดการให้ได้

น้องโอ๊ตอายุสิบเอ็ดขวบ น้องเติลแปดขวบ และน้องโตนเจ็ดขวบ ชอบดูรายการหนังผีสยองขวัญที่น่ากลัว คุณแม่และคุณพ่อคิดว่ารายการนี้ไม่เหมาะเลยสำหรับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งคัดค้านเท่าไรเด็กๆ ก็ยิ่งดื้อดึง

“ไม่เห็นจะไม่ดีตรงไหนเลย เรื่องมันสนุกจะตาย เด็กๆ เขาก็ดูกันทั้งนั้น”

ทุกๆ สัปดาห์ก็จะมีเรื่องโต้เถียงกันถึงรายการนี้ตลอด

ถ้าเราไปบังคับว่าเด็กๆ ดูรายการนี้ไม่ได้ เราไปเชิญชวนให้เกิดการเผชิญอำนาจ เด็กมักจะชนะ จะไม่มีข้อโต้เถียงอันใดที่มีพลังยิ่งกว่า “เด็ก คนอื่นๆ เขาก็ดูได้” และถ้าเรายังขืนห้ามไม่ให้ลูกดู ลูกจะหาทางตอบโต้ด้วยเรื่องอื่นๆ เรื่องนี้ทางแก้ไขคือ

ประการแรก เราคงไม่สามารถป้องกันไม่ให้ลูกดู และไม่สามารถป้องกันให้ลูกรู้สึกไปตามรายการนั้น แต่เราสามารถช่วยสร้างความต่อต้านต่อรสนิยมที่เลว หรือการตัดสินใจที่ผิดไปตามเรื่องในโทรทัศน์ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการอธิบายหรือเทศน์ให้ฟัง

ในวัฒนธรรมปัจจุบันนี้ คำพูดได้นำมาใช้เป็นอาวุธมากกว่าเป็นการสื่อการติดต่อ ลูกจะไม่ได้ยินทันทีที่พ่อแม่เริ่มเทศน์ แต่ถ้า ใช้วิธีการพูดคุยโดยพ่อแม่ ใช้วิธีถามและ ฟัง” จะได้ผลดีกว่า คุณพ่อคุณแม่อาจดูรายการเรื่องนั้นกับลูก และวิจารณ์เรื่องนั้นด้วยกันว่าลูกรู้สึกอย่างไร เรารู้สึกอย่างไร “เรื่องเป็นอย่างนี้แล้วลูกรู้สึกอย่างไร นายคนนั้นเขาทำไปอย่างนั้นเป็นการฉลาดหรือเปล่า ลูกว่าสำหรับ คนอื่นเขาจะคิดอย่างไร ทำไมเขาคิดอย่างนั้น ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วลูกคิดว่าเขาควรทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง”

ด้วยวิธีนี้คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ลูกเขาคิดได้เอง และสามารถตำหนิหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องราวที่ดูโทรทัศน์ด้วยตนเอง ถ้าคุณพ่อคุณแม่ “ฟัง” ลูกเขาจะพบความสามารถในการให้ความคิดเห็นเป็นการค้นพบที่มีประโยชน์ที่สุด คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ทำให้ “เกม” นี้เสียหายไป โดยไปพยายาม “แก้ไข” ความรู้สึกความคิดเห็นที่ลูกเขาแสดงออกมาให้เราทราบ เราต้องยอมความคิดเห็นตามที่เขาบอกเรา เราติดตามความก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ช้าลูกเขาจะรู้จักคิดว่าอะไรผิดอะไรถูกด้วยตนเอง บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจอยากให้ความคิดของเราแก่ลูกบ้าง อาจทำได้ด้วยการใช้คำถามที่ชวนให้คิด เช่น “พ่อสงสัยว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้า...”

ถ้าเป็นเรื่องคาวบอยเราอาจถามลูกว่า “ลูกเคยเห็นคนดีเหมือนในเรื่องนี้ไหม และเขาดีตลอดไปเลยหรือเปล่า ลูกคิดว่าเขารู้สึกสนุกจริงๆ หรือที่จะไปทำร้ายหรือไปทรมานใครสักคน และคนที่ถูกทำเขาจะรู้สึกอย่างไร” ด้วยการพูดคุยเช่นนี้เราหลีกเลี่ยงการยัดเยียดความคิดของเราให้ลูก แต่เราแหย่ให้ลูกเขาคิดของเขาเอง เป็นการทำให้เกิดความคิดเห็นสอดคล้องตรงกันระหว่างเรากับลูก ลูก ๆเขา จะรู้จักหัดคิดเองได้อย่างไร ถ้าเราไปคิดแทนเขาเสียทุกอย่างและมอบความคิดสำเร็จรูปให้เขา ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกเป็นไปย่างดี เขาจะตอบเราอย่างเปิดเผย จะบอกเราว่าเขาคิดอย่างไร พ่อแม่อาจแปลกใจเป็นอย่างมากว่าลูกนั้นเขามีการตัดสินใจที่ฉลาดแหลมคม เขารู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกอะไรยุติธรรมไม่ยุติธรรม

หากทำตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว เราจะเห็นว่าเด็กนั้นดูโทรทัศน์ไปตามวัยและตามความคิดที่เขาก้วหน้าขึ้น ถ้าเราไม่ไปทำให้เกิดการเผชิญอำนาจกันแล้ว เด็กจะค่อยๆ สนใจน้อยลง ความห้วงใยของเราในเรื่องลูกจะได้รับแต่การบันเทิง แบบไม่มีกิจกรรม ก็อาจแก้ไขได้ถ้าเราแน่ใจว่าเรามีเรื่องสนุกสนานอื่นๆ ที่จะร่วมกันทั้งครอบครัว เราไม่อาจยื้อแย่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปจากลูก เพราะเป็นการเอาแต่ใจเรา เราจำเป็นต้องหาสิ่งอื่นที่น่าสนใจกว่ามากมาให้เขา นำมากระต้นหรือชนะใจลูกเรา เจาจะทิ้งสิ่งที่สนใจน้อยกว่าด้วยตนเอง

โทรทัศน์จึงไม่น่าจะเป็นเหตุความกังวล ในเมื่อเราทราบวิธีการว่าจะทำอย่างไร มีความมั่นใจในความสามารถของเราที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งเกิดจากโทรทัศน์

*******************************************

เอกสารอ้างอิง: หมอชาวบ้าน; เมื่อลูกท้าทายคุณ เล่ม 3 "เผชิญหน้ากับการท้าทายทางโทรทัศน์". สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. หน้า73-77.

14 มิถุนายน 2548

By โดย นพ.รูดอลฟ์ ไดรเคอร์/ แปลโดย นพ.สันต์ สิงหภักดี

Views, 3140