ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

Economics of Happiness

Economics of Happiness

โดย หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2548 หน้า 6

ท่ามกลางความหวาดวิตกของประชาชนหลายกลุ่มต่อภาวะเศรษฐกิจไทย อันเป็นผลหลักๆ มาจากผลกระทบของปัญหาที่ยังไม่สามารถคาดการณ์หรือควบคุมได้ ทั้งปัญหาของราคาน้ำมันที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องออกมารณรงค์ให้ประชาชนประหยัดในการใช้พลังงานและน้ำมัน ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องเผชิญกับมาตรการที่เข้มงวด และปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ซึ่งยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างรุนแรง


ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัว บ่งชี้ถึงปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง ทั้งเรื่องการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง เงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสุดท้ายอัตราการเจริญเติบโตในไตรมาสแรกที่อยู่เพียงแค่ร้อยละ 3.3 และการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวลง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นมีค่าลดลง

ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้เพราะดัชนีชี้วัดในเรื่องรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรมักจะถูกใช้เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดถึงมาตรฐานการครองชีพที่เพิ่มมากขึ้น

กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีรายได้สูงขึ้นหรือรวยขึ้นแล้ว น่าจะหมายถึงว่ามนุษย์น่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และน่าจะหมายถึงความสุขที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

ในหนังสือเรื่อง Happiness: Lessons from a New Science ซึ่งเขียนโดย Richard Layard(สำนักงานวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำสรุปสาระสำคัญใส่ไว้ใน website ของสภาพัฒน์แล้ว) ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า สำหรับประเทศตะวันตกในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้น ถึงแม้รายได้เฉลี่ยต่อหัวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงสองเท่าตัว แต่ระดับของความสุขไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

และในงานของ Blanchflower และ Oswald ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Public Economics ในปี 2004 ก็ได้ชี้ว่าในกรณีของสหรัฐอเมริการะดับความสุขน่าจะลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1970

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือของศาสตราจารย์ Layard นั้น ศึกษาประเทศตะวันตกเป็นหลัก แต่ยังคงชี้ว่า ระดับความสุขโดยเฉลี่ยของประเทศที่รายได้สูงยังคงสูงกว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำ นั่นแสดงให้เห็นว่าระดับรายได้เฉลี่ยน่าจะมีผลต่อระดับของความสุขของประชากรในประเทศที่มีรายได้ต่ำสูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูง

แม้ว่านักสังคมศาสตร์ในสาขาอื่นๆ จะให้ความสนใจในการศึกษาในเรื่องความสุขมาเป็นเวลาที่ค่อนข้างยาวนานแล้ว แต่ในอดีตนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้คิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับความสุข และคิดว่าความสุขน่าจะเป็นสิ่งเดียวกันกับความพึงพอใจที่ได้รับจากการมีเสรีภาพในการเลือกที่จะบริโภคสินค้าและบริการ และความสามารถที่จะบริโภคสินค้าและบริการเหล่านั้น

ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการนิยาม การวัดความสุข การหาปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุข และการเสนอแนวนโยบายที่รัฐควรดำเนินการเพื่อเพิ่มความสุขให้กับประชาชน การศึกษาเหล่านี้เรียกว่า เศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยความสุข (Economics of Happiness)

ทั้งนี้ การใช้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเป็นเครื่องมือวัดความกินดีอยู่ดีของประชากร ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ว่าน่าจะมีผลเพียงบางส่วนเท่านั้น สหประชาชาติได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดความกินดีอยู่ดีเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ตัวชี้วัด 3 ตัวคือ ช่วงอายุ(ชีวิต)ของประชากร ระดับการศึกษาและรายได้ที่แท้จริง เรียกว่า Human Development Index (HDI) มาเป็นดัชนีวัดความกินดีอยู่ดีของประชากรในประเทศต่างๆ

อย่างไรก็ตาม Blanchflower และ Oswald ได้โต้แย้งว่าการใช้ดัชนี 3 ตัวนี้ไม่น่าจะเพียงพอในการวัดความสุขของคนได้ ในงานวิจัยเรื่อง Happiness and the Human Development Index: the Paradox of Australia (NBER working paper 11416) ทั้ง 2 ได้พยายามพิสูจน์โดยใช้กรณีของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถูกจัดอยู่อันดับ 3 ของโลกในปี 2004 โดยดัชนี HDI ประเทศที่อยู่อันดับหนึ่งคือ นอร์เวย์ตามด้วยสวีเดน ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่อันดับ 8 และญี่ปุ่นอันดับ 9

Blanchflower และ Oswald ใช้ข้อมูลการสำรวจของ International Social Survey Programme (ISSP) ซึ่งจัดทำข้อมูลในปี 2002 โดยสำรวจประเทศจำนวน 35 ประเทศ ด้วยจำนวนตัวอย่างรวมแล้วประมาณ 50,000 ตัวอย่าง มีคำถามที่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบที่สำคัญประมาณ 5 เรื่องด้วยกันคือ

1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7

2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7

3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7

4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5

5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4

ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วยในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆสามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้

ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่า ความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม

มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้

ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้

การศึกษาเรื่องความสุขจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการติดตาม สอบถาม และพยายามสร้างดัชนีความสุขเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินสิ่งที่เราเรียกว่า ต้นทุนทางสังคม เพราะในปัจจุบันมักจะมีแนวโน้มในการประเมินสิ่งต่างๆ โดยดูจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

เพราะเอาเข้าจริงๆ หลายๆ โครงการที่คิดว่าให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง อาจจะสร้างต้นทุนทางสังคมในระดับสูงก็ได้ จึงทำให้ความสุขของคนในสังคมติดลบไปโดยปริยาย

*******************************************

เอกสารอ้างอิง: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2548 หน้า 6

30 มิถุนายน 2548

By หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2548 หน้า 6

Views, 4847