ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

สตีเวนส์-จอห์นสัน ซินโดรม

สตีเวนส์-จอห์นสัน ซินโดรม

โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

เป็นข่าวใหญ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ กรณีนางดอกรัก เพ็ชรประเสริฐ ผู้ป่วยที่ประสบภาวะตาบอด จากการแพ้ยาชนิดหนึ่งอย่างรุนแรง และมีข่าวครึกโครมมากขึ้นเมื่อมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ดีเรื่องของศาลก็ว่าไปตามกระบวนการของศาล แต่เรื่องของมนุษยธรรมกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ให้การช่วยเหลือเยียวยาคุณดอกรัก ให้มีโอกาสได้กลับมาใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด ทีมงานกรมสุขภาพจิตก็ขอส่งกำลังใจช่วยให้แพทย์สามารถรักษาเยียวยาดวงตาของคุณดอกรัก ผู้ป่วยเจ็บให้ดีขึ้น มา ณ.ที่นี้ด้วย

เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ คงไม่ใช่ประเด็นข่าวที่กำลังครึกโครมอยู่ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลถึงภาวะการแพ้ยาชนิดรุนแรง ที่ใครหลายคนในชีวิตนี้ รวมถึงทีมงานกรมสุขภาพจิตก็ไม่ขอเจอะเจอ โดยได้คัดลอกข้อเขียนบางส่วนจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ซึ่งเขียนโดย คุณหมอชัญวลี ศรีสุโข ซึ่งเขียนได้เข้าใจง่ายและชัดเจน ทีมงานจึงขออนุญาตนำข้อมูลบางส่วนมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลบทความของกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สามารถอ่านดูรายละเอียดได้

การแพ้ยานั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคนทุกคนที่มีความจำเป็นต้องรับประทานยา ไม่ว่าจะเป็นเพศใดวัยใด ความเสี่ยงจะมีมากน้อยก็ขึ้นกับสภาวะสุขภาพร่างกายของบุคคลคนนั้นและชนิดของยาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ แม้ครั้งแรกไม่เคยแพ้ ครั้งต่อไปก็อาจแพ้ได้ และยาทุกชนิดสามารถแพ้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน อย่างเช่น พาราเซตามอล หรือจะเป็นยาวิตามินบี 1-6-12 ที่หลายคนอาจจะคิดว่าวิตามินไม่น่าจะแพ้ และมักจะหาซื้อรับประทานตามร้านขายยาทั่วไป เป็นต้น เหล่านี้ก็มีโอกาสแพ้ได้เกือบทั้งสิ้น

การแพ้ยานั้นมีอาการแสดงหลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นน้อยไปถึงมาก เช่น เกิดผื่นคัน ลมพิษ ที่สามารถสังเกตุพบเห็นอาการได้จากภายนอก จนถึงขั้นรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย คือ ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หยุดหายใจ ฯลฯ

การแพ้ยานั้นต้องแยกจากผลข้างเคียงของยา เพราะยาหลายชนิดจะมีผลข้างเคียง (side effect) เช่น ซึม เดินเซ ใจสั่น หน้ามืด เวียนหัว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ลิ้นแห้ง ปากแห้ง นอนไม่หลับ เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวนี้หลายท่านที่รับประทานยาทางจิตเวชอยู่ มักจะประสบกับภาวะอาการข้างเคียงเหล่านี้ได้



การแพ้ยาชนิดรุนแรงนั้นคงไม่มีใครเกินการแพ้ยาแบบสตีเวนส์-จอห์นสัน ซินโดรม ซึ่งพบได้ 1-7 คนใน 1 ล้านคน และหากแพ้ยาชนิดนี้ ท่านมีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยละ 1-3

การแพ้ยาแบบนี้ เกิดได้สูงกับยาปฏิชีวนะ เช่น ซัลฟา (Sulfonamides) ยาแก้ไข แก้ปวด ยาแก้หวัด ยาต้านการอักเสบ (NSAID) ยารักษาโรคจิต ยารักษาโรคชัก และยารักษาโรคเก๊าต์

สาเหตุการแพ้นอกจากเป็นการแพ้ตัวยาแล้ว ยังเชื่อว่าร่างกายของคนที่แพ้อาจจะมีความบกพร่องในการจัดการกับสารพิษที่แตกตัวมาจากยา

อาการของการแพ้ยาแบบสตีเวนส์-จอห์นสัน ซินโดรมนี้ พบว่าจะเกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนังทำให้ผิวหนังตายและลอกทั้งตัว นอกจากนั้น ยังเกิดผื่นแพ้ยาที่เยื่อบุทั่วร่างกาย เช่น ในปาก หลอดอาหาร ลำคอ หลอดลม กล่องเสียง ช่องคลอด รูปัสสาวะ และทวารหนัก

ร้อยละ 90 ของคนแพ้ยาจะไม่มีปัญหาหรือมีปัญหาน้อยเกี่ยวกับเรื่องสายตา แต่ร้อยละ 10 ของการแพ้ยาแบบนี้จะมีผลต่อลูกตาอย่างรุนแรง จนทำให้ตาบอดตามมา

อาการแพ้ยาที่มีต่อลูกตานั้น เริ่มด้วยอาการคัน เคือง แสบ ปวด เจ็บ ลืมตาไม่ขึ้น น้ำตาไหลตลอดเวลา

ต่อมาเกิดอักเสบของเยื่อบุตาอย่างรุนแรงจะทำให้เกิดแผล พังผืด มีการตายของเซลล์เนื้อเยื่อ ทำให้เลนส์ขุ่น จนเกิดตาบอดเฉียบพลัน และแม้แต่ผื่นผิวหนังหายดีแล้ว คนแพ้ยาแบบนี้ที่ไม่มีอาการทางสายตามาก่อน ร้อยละ 27-50 อาจจะมีปัญหาสายตาในภายหลังได้

การรักษาอาการนี้รักษาเหมือนคนถูกไฟไหม้ ส่วนการใช้ยาแก้แพ้ที่เรียกว่า corticosteroids นั้นทางการแพทย์ยังไม่ยืนยันประสิทธิภาพ แล้วแต่การเลือกใช้ของแพทย์ เพราะมีงานวิจัยทั้งด้านบวก เช่น ทำให้คนไข้หายเร็วตาไม่บอด และด้านลบ เช่น ทำให้คนไข้แพ้ยาแบบนี้ร้อยละ 90 เสียชีวิต


และข้อมูลเพิ่มเติมจาก www.thaihealth.net ได้กล่าวถึงเรื่องภาวะแพ้ยาอย่างรุนแรงที่เรียกว่า "สตีเวนส์-จอห์นสัน ซินโดรม" ไว้ดังนี้คือ

ลักษณะของโรค มักจะเกิดอาการในช่วง 1-4 อาทิตย์ภายหลังรับยา หรือภายหลังติดเชื้อ แต่มีรายงานว่าผู้ป่วยมักมีอาการไข้ ปากแห้ง ปวดเมื่อยในช่วงแรก อาจจะถึง 1-3 วันหลังได้ยาเลยก็ได้ ลักษณะผื่น ตอนแรก จะขึ้นเม็ดเล็ก ๆ ลามขยายใหญ่ กลายเป็นบวมพุพองทั้งตัว และลอกออกได้ในภายหลัง ผื่นจะกินบริเวณกว้างทั้งลำตัว ไม่เว้นแม้แต่เยื่อบุตา ปาก ช่องคลอด ก้น คือเป็นหมดร่างกาย

ผื่นในช่วงแรก ๆ อาจจะมีลักษณะเหมือนเป้าตาวัว (target lesion หรือ iris lesion) บางทีเรียกว่า Erythema multiforme(EM) ลักษณะผื่นช่วงแรก ๆ ถ้าพบภายหลังกินยา 1 อาทิตย์ มีไข้ ปากแห้งเจ็บตา ให้หยุดยาและไปพบแพทย์ด่วน

ปัญหาสำคัญที่พบบ่อย คือการที่มีการอักเสบที่เยื่อบุตา ม่านตา ซึ่งอาจทำให้ตาบอด หรือแม้กระทั่งลูกตาทะลุ ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ตับอักเสบ ไตอักเสบ เลือดออกจากทางเดินอาหาร ข้ออักเสบ ปอดอักเสบ

สาเหตุของโรคนี้ ไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเป็นกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองต่อยา หรือการติดเชื้อ ภาวะที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้บ่อย ได้แก่ เริมที่เกิดขึ้นครั้งแรก (primary herpes simplex) การติดเชื้อ ไมโคพลาสมา ส่วนยาที่พบบ่อยที่ก่อให้เกิดโรคนี้ ได้แก่ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น นาโปรซิน celebrex bextra oxaprozin ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ซัลฟา (แบคทริม) เพนนิซซิลลิน และยากันชักเช่น ฟิไนโตอิน(phenytoin)


สรุป บทความนี้เขียนเพื่อบอกทุกท่านว่า "การใช้ยานั้นไม่มีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่สามารถทำนายได้ว่าใครจะแพ้ยาอะไรหรือไม่ มากน้อยเพียงใด" และ "หากเรายังมีความจำเป็นที่ต้องใช้ยา และก็จะหาวิธีหลีกเลี่ยงการแพ้ยาไม่ได้"

อ่านบทความมาถึงตรงนี้แล้ว ทีมงานกรมสุขภาพจิตหายคนลงความเห็นว่า จะในมุมมองของผู้ป่วยหรือแพทย์ผู้รักษา ก็ขอบอกได้ว่า ชาตินี้เจ้าประคุณเอย อย่าได้โชคร้ายเจอะเจอภาวะแพ้ยาแบบนี้เลย เพี้ยง!!!!!!

*******************************************

เอกสารอ้างอิง: www.thaihealth.net และ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2548 หน้า 6

15 สิงหาคม 2548

By กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Views, 9777