ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

10 กันยายน วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

10 กันยายน วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

กันยายนของทุกๆไปจะเป็นเดือนที่จะกระตุ้นเตือนความรู้สึกของใครหลายคนทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองนิวยอร์ค ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ถ้าเอ่ยถึง 911 หรือ 11 กันยายน เมื่อผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนตึกระฟ้าเมืองนิวยอร์ค ช๊อคความรู้สึกของผู้คนทั่วโลก และทำให้ผู้คนทั่วโลกจดจำวันดังกล่าวเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง

นั่นคงเป็นเรื่องหนึ่ง แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผู้คนชาวโลกเช่นกัน ซึ่งมีผู้คนไม่มากนักที่รู้ว่า ทุกวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญคือ เป็น วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี ค.ศ. 2003 (ซึ่งก็ตรงกับปี พ.ศ. 2546 ของไทย)

มาถึงปีนี้ อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 10 กันยายน ก็ตรงกับเสาร์ ซึ่งปีนี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันการป้องกันการฆ่าตัวตายโลกเช่นกัน โดยปีนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นประธาน โดยมี โรงพยาบาลสวนปรุง จ.เชียงใหม่ จะเป็นเจ้าภาพดำเนินการ โดยมีกิจกรรมหลายอย่าง ท่านใดที่สนใจจะเข้าร่วมกิจกรรม ก็กรุณาติดต่อขอรายละเอียดการดำเนินงานได้จากโรงพยาบาลสวนปรุง จ.เชียงใหม่ได้


ทางองค์การอนามัยโลกคาดว่าในปีหนึ่งจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่ามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ทุก 40 วินาที และการฆ่าตัวตายยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อแม่พี่น้องสามีภรรยาและเพื่อนๆ ของผู้ตายอีกประมาณ 5-10 ล้านคน ตลอดจนมีผลมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทางองค์การอนามัยโลกพบว่า การฆ่าตัวตายติด 10 อันดับแรกของสาเหตุการตายของประชากรโลก และติดอันดับที่ 3 ของสาเหตุการตายสำหรับประชากรวัย 15-35 ปี ผู้ชายฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า (ยกเว้นในประเทศจีน)

องค์การอนามัยโลกประมาณว่า ผู้ทำร้ายตนเองมีจำนวนมากกว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 10-20 เท่า จากการศึกษาพบว่าผู้ทำร้ายตนเองจะมีโอกาสทำซ้ำและประสบความสำเร็จได้ โดยมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำเร็จในระยะหนึ่งปีหลังการทำร้ายตนเองครั้งแรกเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป และร้อยละ 10 ของผู้ทำร้ายตนเอง จะจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา

สถิติการฆ่าตัวตายของประเทศไทย จากของเดิม ปี 2545-46 อยู่ที่ 7.7 ต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งเป็นข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผน กระทรวงสาธารณสุข แต่ตัวเลขปัจจุบันโดยกรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตายในประเทศไทย ได้สรุปต่อเลขล่าสุด อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอยู่ที่ 6.9 คน ต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งเมื่อเทียบกับต่างประเทศถือว่าประสบความสำเร็จในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย กับประเทศอื่นซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูง บางประเทศเป็นเลขสองหลักอยู่ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตาย 24.1 ตนต่อประชากรแสนคน ประเทศศรีลังกา 21.6 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสหรัฐอเมริกา 10.5 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสวีเดน 13.5 คนต่อประชากรแสนคน

จากการคำนวณพบว่าในปีหนึ่งๆ ประเทศไทยจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณปีละกว่า 5 พันคน ซึ่งนั่นก็คือ วันละประมาณ 13 คน หรือ ประมาณ 2 ชั่วโมง จะมีคนฆ่าตัวตาย 1 คน ดูภาพรวมแล้ว เป็นเงามืดที่อันตรายต่อมวลมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านสังเกตให้ดีจะมีข่าวการรายงานการฆ่าตัวตายทางหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ทุกวัน และนับวันการฆ่าตัวตายในประเทศไทยเริ่มมีวิธีแปลกๆ เพิ่มขึ้น เช่น การใช้เตาถ่านรมควัน การใช้ก๊าซพิษจากรถยนต์ การใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะ หรือการนัดกันเพื่อไปฆ่าตัวตายหมู่พร้อมกัน ตลอดจนการฆ่าผู้อื่นและฆ่าตัวตายตาม และผู้คนรอบข้างผู้ตายจะถูกกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจไปด้วย คนเหล่านี้จะรู้สึกช็อคเมื่อทราบข่าว บางคนก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงที่คนที่รู้จักจะฆ่าตัวตายได้ บ้างก็โทษตัวเองคิดว่าตนเองคงมีส่วนผิดในเหตุการณ์เกิดขึ้น บางคนโกรธทั้งตัวและโกรธผู้ที่ฆ่าตัวตาย พยายามหาคำตอบว่าทำไมถึงฆ่าตัวตาย บ้างก็จมอยู่กับความเศร้าโศก บ้างก็ฆ่าตัวตายตาม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าดูจากสถิติแล้วประเทศไทยจะมีสถิติการฆ่าตัวตายเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ ยังมีความพยายามที่จะดำเนินการในการลดอัตราตายจากการฆ่าตัวตายให้ต่ำลงไปกว่านี้ให้ได้ เนื่องจากปัญนี้จัดเป็นปัญหาการตายที่ยังไม่ถึงวัยอันควร และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก ความพยายามอันหนึ่งที่ได้มีการจัดทำในวันนี้คือ วันที่ 7 กันยายน รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีระกุล ได้ให้ความสำคัญ และมอบหมายให้กรมสุขภาพจิตดำเนินการสัมนาวิชาการเพื่อระดมความคิดเห็นและหาทางออกร่วมกันกับสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่อาจปฏิเสธได้ หรือก็มีรายการศึกษาวิจัยของนักวิชาการในต่างประเทศที่สรุปว่า การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชลมีผลกระตุ้นต่อการฆ่าตัวตาย โดยการนำเสนอข่าวในเชิงที่ให้รายละเอียดของวิธีการฆ่าตัวตายจะส่งผลให้เกิดการเลียนแบบและทำตามได้เมื่อผู้อ่านกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เช่นกำลังเป็นโรคซึมเศร้า มีปัญหาในชีวิตที่ยังหาทางออกไม่ได้ จะทำให้มีการตัดสินใจง่ายขึ้นถ้ามีข่าวสารการฆ่าตัวตายที่เสมือนกับเป็นการหาทางออกของปัญหาของเขาเหล่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นและสามารถป้องกันช่วยเหลือได้โดยผู้ใกล้ชิดและญาติ

ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญ เพราะปัจจุบันข่าวสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรืออินเตอร์เน็ทต่างๆ จัดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนเป็นอย่างมาก การหาทางออกร่วมกันในเรื่องนี้มีการจัดทำขึ้นบ้างในหลายประเทศ และถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร และสื่อมวลชนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมในการรณรงค์การป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ที่จะเวียนมาครบในวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2548 นี้

ด้วยความปราถนาดี กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

*******************************************

7 กันยายน 2548

By โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Views, 5857