ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ไม้บรรทัดวัดความสุข

ความสุขที่แท้จริง

โดย DMH Staffs.กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

คนจะสุขได้แค่ไหน เกี่ยวข้องอย่างไรกับสังคม?

คนจะสุขได้แค่ไหน ถ้าสังคมไม่เป็นใจ

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งชี้ให้เห็นว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจกับเรื่องของ “ความสุข” อยู่ไม่น้อย

ดร.ทักษิณ ได้แนะนำให้คณะรัฐมนตรีอ่านหนังสือชื่อ “ความสุข” (Happiness) เขียนโดยริชาร์ด เลยาร์ค โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของหนังสือมานำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ในหนังสือเล่มดังกล่าว ได้มองเรื่องของความสุขจากแง่มุมที่กว้างใหญ่ออกไปมากกว่าการแสวงหาความสุขจากแง่มุมทางสังคม โดยระบุว่า สังคมที่ดีที่สุดคือสังคมที่มีความสุขมากที่สุด และด้วยเหตุนี้ นโยบายสาธารณะจึงควรมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสุขและลดความทุกข์ให้มากที่สุด

นั่นหมายถึงว่า นอกจากบทบาทที่คนแต่ละคนที่มีต่อชีวิตของตนเอง ในการเลือกมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต มีวิธีดำเนินชีวิตที่เอื้อให้เกิดความสุข และพัฒนามิติทางอารมณ์และจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแล้ว ความสุขของชีวิตยังขึ้นอยู่กับทิศทางความเป็นไปในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าตนเองด้วยอีกส่วนหนึ่ง

แปลงเป็นภาษาไทยที่เข้าใจได้ง่ายก็คือ “การสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข” นั่นเอง

จาก 8 ข้อเสนอแนะของริชาร์ด ว่าด้วย “หนทางสู่ความสุข” ที่ได้ถูกนำเสนอสู่คณะรัฐมนตรีไทยผ่านการกำหนดวาระจากนายกรัฐมนตรีไปแล้วนั้นข้อที่นำมาในอันดับแรกสุดก็คือ

“รัฐบาลควรติดตามประเมินผลความสุขของสังคมอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการติดตามเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ”

ที่มาของข้อเสนอแนะดังกล่าวก็คือ ในขณะนี้องค์ความรู้ทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นว่า ความสุขเป็นผลจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในตัวคน แต่วิชาเศรษฐศาสตร์มีข้อจำกัดตรงที่อธิบายได้เฉพาะในสถานการณ์ที่มนุษย์แต่ละคนมีความต้องการคงที่ สังคมมีทรัพยากรจำกัด กลไกตลาดมีความสมบูรณ์ ซึ่งในสถานการณ์ที่ว่านั้น ความสุขวัดได้ด้วยรายได้ประชาชาติ แต่ ในความเป็นจริง ความสุขของคนมีปัจจัยมากกว่าเงินและเสรีภาพ เพราะยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของความต้องการที่ไม่คงที่ เพราะคนมักเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น และความต้องการยังแปรเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น การศึกษาและการโฆษณา เป็นต้น นอกจากนี้ คงยังต้องการความมั่นคงในด้านการงาน ครอบครัว และสภาพแวดล้อมของสังคม ซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของตนเองเพียงคนเดียว และคนมีความต้องการที่จะสามารถไว้ในผู้คน (trust) ซึ่งสังคมปัจจุบันมีน้อยลงเพราะการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานมีมากขึ้น

ที่จริงแล้วข้อเสนอของริชาร์ด ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มีความสำคัญในฐานะที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญที่ต้องเร่งออกแบบตัวชี้วัดการพัฒนาของสังคมที่เข้าถึง “ความสุข” ของมนุษย์ได้มากกว่าการมองเพียงเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลายหน่วยงานทั้งในประเทศและนานาชาติกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยนั้น เรื่องของ “ดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข” ได้กลายเป็น หัวข้อของการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี พ.ศ. 2548 ที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7-8 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

สืบค้นต้นสาย “ไม้บรรทัดวัดความสุข”

ความเคลื่อนไหวในระดับโลกเพื่อพัฒนาเครื่องชี้วัดระดับความจำเริญของสังคม เริ่มต้นชัดเจนในช่วงหลัง พ.ศ. 2510 ที่มหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ โดยมีการระดมผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่งให้พัฒนาเครื่องชี้วัดด้านการพัฒนา โดยเพิ่มมิติทางด้านสังคมเข้าไปมากขึ้น และต่อมาในปี พ.ศ. 2517 องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาได้กำหนดความหมายในเรื่อง “ความเป็นอยู่ที่ดี” และนำเข้าสู่ส่วนหนึ่งของข้อตกลงระดับนานาชาติที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

จากความเคลื่อนไหวจากองค์กรพัฒนาระดับโลกได้ส่งแรงสะเทือนไปสู่ทุกภุมิภาค รวมถึงในกรณีของประเทศไทยเราเองด้วย

ในปี พ.ศ. 2518 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีการจัดทำ “เครื่องชี้ภาวะสังคม” ซึ่งนับเป็นการบุกเบิกเครื่องมือใหม่ๆ ในการรายงานสภาพความเป็นไปในสังคม เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ และในช่วงไล่เลี่ยกันนั้น กลุ่มของนักคิดด้านการพัฒนาสังคม ก็มีการนำเสนอแนวคิดว่าด้วยตัวชี้วัดระดับคุณภาพชีวิตในบริบทสังคมไทยด้วย ที่รู้จักกว้างขวางที่สุดชุดหนึ่งก็คือ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั่นเอง

จากองค์ความรู้ที่ตกผลึกขององค์การสหประชาชาติในปัจจุบัน สถานะของ “ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ” ถือเป็นเพียง 1 ใน 6 ตัวชี้วัดพัฒนาการของสังคมเท่านั้น

ใช้ไม้บรรทัดผิดอัน สร้างพันธนาการสังคม

หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทย หน่วยงานที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศอย่าง “สภาพัฒน์ฯ” ได้ประกาศพัฒนาดัชนีชี้วัดการพัฒนาชุดใหม่ในรูปของ “ดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุข” โดยระบุว่า เครื่องชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลงในผลผลิตมวลรวมของประเทศ ต่อหัวและรายได้ประชาชาติ ยังไม่เพียงพอต่อการวัดความอยู่ดีมีสุขของคน เพราะการวัดผลผลิตมวลรวมของประเทศยังไม่ได้รวมปัจจัยอีกหลายอย่างที่มีส่วนในการสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชน อีกทั้งไม่สามารถนับรวมสินค้าและบริการหรือผลผลิตที่ไม่ผ่านระบบตลาด เช่น ผลผลิตที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งอาจจะตีค่าได้มหาศาล ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่การเพิ่มเติมมลพิษ ทั้งทางอากาศ น้ำ เป็นต้น

นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวจากสภาพัฒน์ฯ ทุกวันนี้ในสังคมไทยและสังคมโลกได้เกิดเครื่องมือชี้วัดระดับการพัฒนาอีกมากมายที่รวมเอามิติของ “ความอยู่เย็นเป็นสุข” ในชีวิตของประชาชนเข้าเป็นส่วนสำคัญ

ตัวชี้วัดการพัฒนาที่นำเรื่องผลปลายทางจากการพัฒนาในรูปของ “ความสุข” มาเป็นเป้าหมายสำคัญในการชี้วัดถูกเรียกอย่างรวมๆ แบบล้อเลียนตัวชี้วัดยอดฮิตดั้งเดิมในชื่อ จีดี-เอช ที่ย่อมาจาก Gross Domestic Happiness-GDH ที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตา

เป็นการเติบโตทั้งด้านการขยายกลุ่มผู้สนใจลงมือพัฒนาเครื่องมือชี้วัด จากกลุ่มนักวิชาการหรือหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมของภาครัฐ ไปสู่กลุ่มนักพัฒนาและผู้นำความคิดระดับรากหญ้า ที่นำไปใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการพัฒนา ดังเช่น กรณีของกระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดความสุขของประชาชนชาวไทยที่นายแพทย์อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูล แห่งศูนย์ค้ำคูณ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เป็นแกนนำจัดทำร่วมกับกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านอีสาน

นอกจากนี้ ดัชนีวัดความอยู่เย็นเป็นสุขยังเติบโตในด้านของระดับของการนำไปใช้ประโยชน์ โดยในปีนี้ รัฐบาลหลวงแห่งประเทศภูฏานจะเป็น เจ้าภาพใหญ่จัดประชุมนานาชาติเรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” หลังจากที่ภูฏานกรุยทางนำเสนอแนวคิดเรื่องนี้ในเวทีระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540

จีดีเอช “ดัชนีมวลรวมความสุขประชาชาติ” ไปถึงไหนในวันนี้

นายแพทย์พินิจ ฟ้าอำนวยผล อนุกรรมการวิชาการการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ได้สังเคราะห์ดัชนีชี้วัดความสุขที่มีการทำขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และสรุปเป็นภาพ

แผนภาพการซ้อนกันขององค์ประกอบของความอยู่เย็นเป็นสุข 3 ระดับเรื่องของสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต สังคม และสุขภาพปัญญา

ตัวชี้วัดการพัฒนาที่มุ่งให้ความสนใจต่อผลลัพธ์ในด้านความสุขทั้ง 3 ระดับที่ได้กล่าวมานี้มีความเกี่ยวพันกัน ไม่อาจแยกแยะกันได้เด็ดขาดตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขด้านหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในทั้ง 3 ระดับก็คือ เรื่องของสุขภาพร่างกาย

เมื่อนำประเด็นที่อยู่ในองค์ประกอบของแต่ละชุดตัวชี้วัด สะท้อนให้เห็น แต่ละชุดตัวชี้วัดให้ความสำคัญกับมิติการพัฒนาทั้งในด้านมหภาคและจุลภาคที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่าประเด็นด้านเศรษฐกิจ โดยมีประเด็นด้านสังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวในระดับครอบครัวและชุมชนด้วย

อย่างไรก็ดีเมื่อวิเคราะห์ตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขที่มีการคิดค้นขึ้นในขณะนี้ พบว่ามีบางประเด็นที่ยังขาดตัวชี้วัดที่เหมาะสมมารองรับ เช่น ตัวชี้วัดด้านสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพทางปัญญา ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อพิจารณาผ่านตาราง

กล่าวได้ว่า ณ วันนี้ แม้ว่าเครื่องมือชี้วัด “ความอยู่เย็นเป็นสุข” ทั้งของไทยและเทศยังเต็มไปด้วยการให้ความหมายและการเสนอตัวชี้วัดที่แตกต่างหลากหลาย

แต่นี่คือภาพรวมแห่งกระแสสำนึกร่วมกันของมนุษยชาติว่า การวัดระดับความสุขในสังคมไม่อาจหยุดลงตรงเรื่องของเงินตราหรือวัตถุที่ถือครองได้อีกต่อไป

สรุป

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า “ความสุข” คือพลังที่ผลักดันให้ชีวิตและกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์เคลื่อนไหวสืบเนื่องจากอดีตอันไกลโพ้นจนถึงทุกวันนี้และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มนุษย์เองก็มีการทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่า เราจะแสวงหาความสุขได้จากไหน สำหรับโลกยุคปัจจุบัน เรามีความรู้มากพอที่จะคลี่คลายคำถามดังกล่าวได้อย่างแจ่มชัดในหลายประเด็น นั่นคือ ความสุขเกิดจากปัจจัยภายในเหนือกว่าปัจจัยภายนอก ด้วยเหตุนี้ เงิน วัตถุ และความสนุกสนานไม่อาจให้ความสุขแก่ชีวิตได้เสมอไป บ่อเกิดแท้จริงของความสุขเกิดจากความพึงพอใจในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ ซึ่งอาศัยองค์ประกอบที่เป็นอย่างสมดุลในหลายด้านประกอบกัน ทั้งการมีทัศนคติเชิงบวกต่อชีวิต การรู้จักพอ รู้จักให้ มีสายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและมิตรสหาย มีศิลปะการใช้ชีวิตที่เก็บเกี่ยวความรื่นรมย์ให้แก่ชีวิตได้ทุกวันเวลาและมีการบริหารจิตใจให้รับรู้และยอมรับความเป็นไปของโลกอย่างที่เป็นจริง

ความรู้ใหม่นี้เป็นเสมือน “ลายแทงแห่งความสุข” ที่ส่งมอบต่อกันมายาวนาน และทนทานต่อการตรวจสอบด้วยวิทยาการที่มนุษย์มีอยู่ในแต่ละยุค โดยถูกพิสูจน์ถึงสาระสำคัญที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน ทว่าลายแทงเหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกหยิบไปใช้นำทางชีวิต

และหากว่าผู้ปกครองสังคมตระหนักชัดถึงปัจจัยสร้างสุขอันเป็นแก่นแท้เหล่านี้ การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศก็จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนลดทุกข์ เพิ่มสุขภาวะได้เป็นอย่างดีโดยไม่หลงทาง

เมื่อได้มาคลี่ลายแทงแห่งความสุขพิจารณาร่วมกันดังนี้แล้ว เราคงมองเห็นไม่ต่างกันเลยว่าเรื่องของความสุขนั้นช่างแสนอัศจรรย์ เพราะขณะที่บางคนค้นหาความสุขด้วยความเหนื่อยยากมาตลอดชีวิต แต่กลับมองไม่เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งนั้นจัดวางอยู่ในจุดที่เรียบง่ายและใกล้ตัวที่สุด นั่นคือในใจของเราเอง

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: วารสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 315 หน้า 34-40.

5 ตุลาคม 2548

By โดย DMH Staffs.กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Views, 6804