ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ความสุข: บทเรียนจากวิทยาศาสตร์แนวใหม่

สรุปสาระสำคัญจากหนังสือ Happiness: Lessons from a New Science

โดย Richard Layard


ความสุข: บทเรียนจากวิทยาศาสตร์แนวใหม่

1. สภาพปัญหาในช่วง 50 ปี ที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของประชาชนในประเทศโลกตะวันตกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า คนมีอาหาร เสื้อผ้า รถยนต์ บ้าน สุขภาพ การเดินทางท่องเที่ยว มากขึ้น แต่ผลจากการสำรวจและงานวิจัยพบว่าคนไม่ได้มีความสุขมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องทบทวนว่า ความสุขคืออะไร ความสุขเกิดจากอะไร และทำอย่างไรประชาชนจะมีความสุขเพิ่มขึ้น

2. ปรัชญา นักปรัชญา Enlighten,ent ชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 18 ชื่อ Jeremy Bentham ผู้ก่อตั้ง University College of London เสนอ The Greatest Happiness Principle ว่าสังคมที่ดีที่สุดคือสังคมที่ประชาชนมีความสุขที่สุด นโยบายสาธารณที่ดีที่สุดคือนโยบายที่สร้างความสุขมากที่สุด และ ในระดับบุคคลการกระทำที่ถูกต้องตามจริยธรรมเป็นสิ่งที่สร้างความสุขมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในขณะนั้นยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความสุขอย่างแท้จริง ในระยะต่อมาปรัชญา Enlightenment จึงถูกแทนที่ด้วยแนวคิดของปัจเจกบุคคล (Individualism) ซึ่งส่งผลให้คนแข่งขันเพื่อหาความสุขให้กับตนเองมากจนเกินไป และในที่สุดก็พบว่าคนและสังคมโดยรวมไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้น

3. วิชาจิตวิทยาสมัยใหม่ มีความเข้าใจในความสุขมากขึ้นว่ามาจากปัจจัยหลายอย่างทั้งจากภายนอกและภายในตัวบุคคล ในขณะที่วิชาเศรษฐศาสตร์อธิบายสถานการณ์ที่บุคคลมีความต้องการคงที่ สังคมมีทรัพยากรจำกัด กลไกตลาดมีความสมบูรณ์ ซึ่งในสถานการณ์นั้นความสุขที่วัดด้วยรายได้ประชาชาติ และพฤติกรรมการแสวงหาความสุขของบุคคลสามารถนำไปสู่ความสุขสูงสุดของสังคมได้ด้วยกลไกตลาด (invisible hand) แต่ในความเป็นจริงความสุขของคนนั้นมีปัจจัยมากกว่าเงินและความมีเสรีภาพ

ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงได้แก่

(1) ความต้องการของคนไม่คงที่ เนื่องจากคนมักเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น นอกจากนั้นควรต้องการของคนยังเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น การศึกษาและโฆษณา เป็นต้น

(2) คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมของสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือความควบคุมของตนเองเพียงคนเดียว

(3) คนต้องการที่จะสามารถไว้ใจผู้อื่น (Trust) ซึ่งในสังคมปัจจุบันมีน้อยลงเนื่องจากการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานมีมากขึ้น

4. ความจริง 12 ข้อของความสุข

(1) ความสุขเป็นประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมและสามารถวัดได้ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสอบถาม การวัดกระแสคลื่นไฟฟ้าในสมอง เป็นต้น นอกจากนั้นความสุขคือสิ่งที่ผกผันโดยตรงกับความทุกข์เมื่อความสุขมากขึ้นความทุกข์ลดลง

(2) การแสวงหาความสุขเป็นธรรมชาติของคน โดยคนจะหาวิธีสร้างความสุขโดยเปรียบเทียบต้นทุนและผลที่จะได้รับจากวิธีต่างๆ

(3) สังคมที่ดีที่สุดคือสังคมที่มีความสุขมากที่สุด ดังนั้นนโยบายสาธารณะควรมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสุขและลดความทุกข์ให้มากที่สุด

(4) สังคมจะไม่มีความสุขเพิ่มขึ้นยกเว้นคนในสังคมมีเป้าหมายร่วมกันว่าต้องการให้สังคมมีความสุขเพิ่มขึ้น เนื่องจากความสุขของคนขึ้นกับพฤติกรรมของผู้อื่นๆ ถ้าทุกคนยอมรับเป้าหมายของความสุขในสังคม จึงจะสามารถร่วมกันจัดระบบของสังคม ให้เกิดประโยชน์สาธารณะ (common good) ขึ้นได้

(5) คนเป็นสัตว์สังคม การมีเพื่อน มีครอบครัว มีงานทำ เป็นความสุขที่นอกเหนือจากเรื่องเงิน ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไม่ใช่เป็นเพียงกระบวนการสู่เป้าหมายแต่เป็นสิ่งที่สร้างความสุขของให้คนด้วย

(6) คนต้องการไว้ใจผู้อื่น ความสุขของสังคมโดยเปรียบเทียบระหว่างสังคมต่างๆ สามารถวัดได้โดยเครื่องชี้ 6 ตัว ได้แก่ 1) สัดส่วนประชากรที่เห็นว่าสามารถไว้ใจคนอื่นในสังคมได้ 2) สัดส่วนประชากรที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม/องค์กรต่างๆที่รวมตัวกัน 3) อัตราการหย่าร้าง 4) อัตราการว่างงาน 5) คุณภาพของรัฐบาล 6) ความเชื่อถือในศาสนา นโยบายที่สามารถส่งเสริมความไว้ใจให้เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นโยบายดังกล่าวได้แก่ การให้การศึกษาด้านจริยธรรม การสร้างครอบครัว ชุมชน และที่ทำงานที่อบอุ่นมั่นคง

นอกจากนั้นต้องคำนึงถึงผลดีและผลเสียของการปรับสภาพการทำงานให้มีความยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลง (flexibility and change) เทียบกับความคงที่และแน่นอน (inflexibility and predictability) ให้ดี โดยเฉพาะการนำมาใช้กับภาครัฐ เนื่องจากคนจะมีความสุขและความภูมิใจในงานของตนและการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการทำงาน (satisfaction of professional norm) การตั้งเป้าหมายและดึงดูดใจให้ทำงานโดย pay for performance อาจทำให้แรงจูงใจเดิมลดลงและอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดของการเพิ่มปฏิรูปภาครัฐ

(7) คนมีความยึดติดกับสถานภาพปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องคำนึงว่าคนมีความทุกข์กับสิ่งที่สูญเสียไปมากกว่าดีใจกับสิ่งที่ได้มาใหม่ นอกจากนั้นคนชอบสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ดังนั้นการเคลื่อนย้ายแรงงานและถิ่นฐานอาจทำให้ประสิทธิภาพของประเทศมากขึ้นแต่คนมีความสุขน้อยลง เพราะข้อเท็จจริงชี้ว่าความปลอดภัยในสังคมและสุขภาพจิตจะด้อยลงในสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง

(8) คนใส่ใจกับสถานะทางสังคมอย่างยิ่ง คนมีธรรมชาติที่ต้องการจะดีกว่าคนอื่น นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้สังคมไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นถึงแม้จะมีความก้าวหน้าในการพัฒนาไปมาก เมื่อมีคนรู้สึกดีขึ้น จะมีคนอื่นที่รู้สึกแย่ลงโดยเปรียบเทียบ การที่คนทำงานเพิ่มขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ทำให้คนอื่นมี ความทุกข์มากขึ้น นโยบายสำคัญที่จะช่วยลดปัญหานี้มี 2 เรื่อง คือ 1) ภาษีจะช่วยบรรเทาการแข่งขันอย่างไม่หยุดหย่อน (rat race) ได้ และอาจเป็นสิ่งที่ดีที่คนจะลดการทำงานลงบ้างถ้าสังคมโดยรวมจะมีความสุขมากขึ้น 2) การศึกษา จำเป็นต้องสอนเยาวชนให้มีค่านิยมที่ถูกต้องในเรื่องของสถานะทางสังคมและปลูกฝังให้มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น

(9) คนมีการปรับตัวกับสิ่งใหม่อยู่เสมอ เมื่อได้สิ่งที่ดีขึ้นแล้วระยะหนึ่งก็จะรู้สึกเคยชิน ดังนั้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ทำให้คนรู้สึกมีความสุขยาวนาน รายได้ในปีต่อไปจะต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยได้รับคนจึงจะรู้สึกมีความสุข คนจึงเสพติดการหาเงินเช่นเดียวกับเสพติดบุหรี่ ภาษีเป็นเครื่องมือที่สามารถลดพฤติกรรมทำงานหนักจนเกินไปที่เป็นผลเสียระยะยาวต่อความสุขของบุคคลลงได้

(10) คนยิ่งรวยยิ่งมีความสุขกับเงินน้อยลง เงินจำนวนเท่ากันจะสร้างความสุขให้กับคนจนได้มากกว่าคนรวย ดั้งนั้นนโยบายลดช่องว่างของรายได้ระหว่างชนชั้นในสังคม และระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน จะช่วยเพิ่มความสุขของสังคมโดยรวม

(11) ความสุขขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของบุคคลมากพอกับปัจจัยภายนอก ระบบการการศึกษาควรมุ่งเพิ่มปัจจัยบวกภายในตัวคน และการฝึกจิต เช่น การนั่งสมาธิ เป็นต้น จะช่วยให้คนสามารถต่อต้านความทุกข์และเพิ่มความสุขได้

(12) นโยบายสาธารณะมีผลต่อการลดความทุกข์ได้ง่ายกว่าการสร้างความสุข เนื่องสาเหตุของความทุกข์และการขจัดทุกข์มันเห็นได้ง่ายกว่า นโยบายสาธารณะจึงควรมุ่งไปที่กลุ่มคนที่มีความทุกข์ในสังคม

5. หนทางสู่ความสุข มีข้อเสนอแนะ 9 ข้อ ดังนี้

(1) รัฐบาลควรติดตามประเมินผลความสุขของสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการติดตามเครื่องชี้เศรษฐกิจ

(2) รัฐบาลควรปรับแนวคิดเรื่องต่าง ๆ เช่น ระบบภาษี การจ่ายค่าตอบแทนตามประสิทธิผลของงาน และการเคลื่อนย้ายของประชากร เป็นต้น ให้คำนึงถึงประเด็นเรื่องความสุข

(3) เพิ่มรายจ่ายภาครัฐเพื่อลดความยากจน

(4) เพิ่มรายจ่ายภาครัฐเพื่อลดผู้ป่วยทางจิต (ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีทุกข์ของโลกตะวันตก)

(5) ส่งเสริมชีวิตครอบครัว โดยปรับสภาพการทำงานให้เอื้ออำนวยมากขึ้น เช่น มีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น มีการลาดูแลบุตรมากขึ้น มีสถานที่ดูแลเด็กใกล้ที่ทำงาน เป็นต้น

(6) รัฐบาลควรให้เงินสนับสนุนกิจกรรมที่ทำให้มีชุมชนที่เข้มแข็ง

(7) ขจัดการว่างงาน โดยช่วยเหลือในการหางานเพื่อไม่ให้เกิดการตกงานยาวนาน

(8) เพื่อลดความต้องการอย่างไม่สิ้นสุดของคน รัฐควรห้ามการโฆษณาที่มีเป้าหมายที่กลุ่มเด็ก (นโยบายของประเทศสวีเดน) และลดสิทธิการหักค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสำหรับการคำนวณภาษีของธุรกิจ

(9) เพิ่มการให้การศึกษาด้านจริยธรรม โดนสอนให้คนเมตตากรุณา มีหลักสูตรตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ระบบการศึกษา ที่รวมถึงการควบคุมอารมณ์ การเลี้ยงดูลูก การรักษาความเจ็บป่วยทางจิต และการเป็นประชาชนที่ดี เป็นต้น โดยมุ่งให้คนสำนึกถึงเป้าหมายในชีวิตที่กว้างกว่ากรอบของปัจเจกบุคคลเอง

ความเห็น สศช.

นโยบายของรัฐตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุข และมีเรื่องที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขในสังคมที่ควรต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่

1. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขจัดความยากจน ซึ่งเป็นกลุ่มคนซึ่งมีความทุกข์ของประเทศประมาณ 6 ล้านคนให้หมดไป

2. นโยบายพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพของรัฐบาล ได้ระบุว่า “เป้าหมายของการพัฒนาคือการทำให้คนมีความสุข ซึ่งจะต้องประกอบด้วยการมีสุขภาพที่แข็งแรง ครอบครัวที่อบอุ่น มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีสังคมที่สันติและเอื้ออาทร” และมีแนวนโยบาย เช่น

 การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยการพัฒนาให้มีความรู้และจริยธรรม

 การส่งเสริมบทบาทของคณะสงฆ์ วงการศาสนา กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี โรงเรียน และ ครอบครัวที่ต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

 การจัดให้มีสถานที่เพื่อการปฏิบัติธรรม และความสงบร่มเย็นทางจิตใจในทำนองเดียวกับพุทธมณฑลให้ครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร การส่งเสริมให้วัยรุ่นไทยเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง รักชาติในทางที่ถูก มีคุณธรรมที่เอื้ออาทรต่อผู้อื่น

 การสนับสนุนให้ประชาชนมีความมั่นคงในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชนให้น่าอยู่ เช่น การมีสวนสุขภาพในชุมชน เป็นต้น

 การปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย

 การสร้างหลักประกันความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้เด็กและสตรี โดยจะขจัดขบวนการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป ขจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิเด็กและสตรีในทุกรูปแบบและอย่างเด็ดขาด รวมทั้งส่งเสริมความรู้และอาชีพให้สตรีสามารถพึ่งพาตนเองได้

 การแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมและมลภาวะเพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนไทย

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: สำนักวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันที่ 24 พฤษภาคม 2548

6 ตุลาคม 2548

By โดย Richard Layard

Views, 11252