ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

แกะรอยกำเนิดความสุข ความลับที่ใครอยากรู้

แกะรอยกำเนิดความสุข ความลับที่ใครก็อยากรู้

เรียบเรียงโดย ทีมงานสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต


ต้นปีที่ผ่านมา นิตยสารไทม์ เปิดประเด็นที่พลิกกระแ สนิยมในโลกยุคใหม่อย่าง “กลับตาลปัตร” นั่นคือ การสืบสาวว่าด้วยเรื่อง “ความสุข” อย่างเจาะลึกถึงแก่นว่ามีที่มาจากไหนกันแน่ พร้อมกับพิสูจน์ด้วยผลการวิจัยว่า “มีเงินมากก็สุขมาก” นั้นจริงเท็จแค่ไหน

แต่อย่างไรก็ตาม นิตยสารไทม์ได้ทำโพลล์เมื่อเดือนธันวาคม ปีพ.ศ. 2547 ได้ข้อสรุปว่าการมีรายได้ประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี (50,000 เหรียญสหรัฐ/ปี) ดูเหมือนจะทำให้ชาวสหรัฐมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น แต่เมื่อรายได้เพิ่มมากกว่านี้นั้นพบว่าไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นเสมอไป

กระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาคนจำนวนมากตีความเรื่องนี้ในความหมายที่แคบว่าหมายถึงรูปแบบของการทำเกษตรกรรมแบบใดแบบหนึ่ง แต่แท้ที่จริง สาระสำคัญของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับทุกส่วนในการใช้ชีวิต ความรู้จักพอคือบ่อเกิดของความพึงพอใจต่อชีวิต อันเป็นรากแก้วสำคัญที่ทำให้เกิดความสุขล้นพ้น

จากผลการค้นพบนั้นเชื่อว่าทำให้ผู้คนหลายคนได้หันกลับมามองทบทวนทิศทางชีวิตนเองไม่มากก็น้อย


แกะรอยกำเนิดความสุข ความลับที่ใครก็อยากรู้

มีคนมากมายที่อยากรู้ว่าถ้าวัตถุและเงินทองไม่ใช่ที่มาอันมั่งคั่งของความสุขในชีวิต แล้วผู้คนในยุคเราจะแสวงหาความสุขได้จากที่ไหน

หนึ่งในกลุ่มคนที่สืบหาคำตอบนี้อย่างขะมักเขม้นยิ่งกว่าใครๆ ก็คือบรรดานักวิชาการด้าน “สุขศึกษา” (Happiness Studies) ในสถาบันการศึกษาชั้นนำในหลายประเทศ

พวกเขาคิดค้นและสร้างสรรค์วิธีการอันซับซ้อนขึ้นมามากมาย เพื่อนำไปสู่คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ว่าอะไรที่ทำให้เราเกิดความสุข ทั้งโดยการสถานการณ์จำลอง เจาะเลือดตรวจหาผลเปลี่ยนแปลงในร่างกายเมื่อเผชิญสถานการณ์รูปแบบต่างๆ การศึกษาหน่วยพันธุกรรม การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสร้างแบบทดสอบ และอื่นๆ อีกมากมาย แม้แต้จิตแพทย์เจ้าของรางวัลโนเบลอย่าง ดาเนียล ดาห์นีแมน ก็ยังโดดเข้ามาร่วมขบวนการตามล่าหาความจริงว่าด้วยเรื่องของความสุข

ข้อสรุปที่พบนั้นไปในทิศทางร่วมกันว่า ความสุขเป็นเรื่องของปัจจัยภายในมากกว่าปัจจัยภายนอก ข้อสันนิษฐานถึงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสุขตามที่คนมักเชื่อกัน (โดยไม่นับเรื่องของความร่ำรวย ซึ่งถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จริงเสมอไป) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาสูงๆ การมีช่วงชีวิตอยู่ในวัยหนุ่มสาว สภาพชีวิตสมรส หรือการมีเวลาพักผ่อนหน้าจอทีวีนานหลายๆ ชั่วโมงต่อวัน ล้วนถูกพิสูจน์ว่าไม่ได้นำไปสู่ความสุขโดยตรง แต่สิ่งที่บ่งชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับการมีความสุขอย่างมีนัยสำคัญกลับกลายเป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนไม่เป็นองค์ประกอบอันโดดเด่นของชีวิตยุคใหม่ นั่นคือ การเข้าหากิจกรรมทางศาสนา และการให้เวลาอย่างมีคุณภาพกับครอบครัวและมิตรสหาย

มีข้อค้นพบเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขประการหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือเรื่องของยีนหรือหน่วยพันธุกรรมในตัวคนแต่ละคน ซึ่งศึกษาโดย เดวิด ลิกเคน นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา สรุปผลจากการศึกษายีนของฝาแฝด 4,000 คู่ และให้ข้อสรุปว่า ครึ่งหนึ่งของความพึงพอใจในชีวิตของคนแต่ละคนเป็นผลมาจากระบบการทำงานทางด้านพันธุกรรมในร่างกาย

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสรุปที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปจากนักวิทยาศาสตร์ด้าน “สุขศึกษา” ก็คือ สิ่งที่กำหนดระดับความสุขของคนแต่ละคนนั้นอยู่ตรงที่ว่าบุคคลนั้นพึงพอใจต่อชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ขนาดไหนเป็นสำคัญ

เปิดคัมภีร์ “กลเม็ดเผด็จสุข”

ต่อไปนี้ก็คือการประมวลข้อแนะนำต่างๆ ในการสร้างสุขให้แก่ชีวิต ที่ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก

1. การสร้างทัศนคติให้ชีวิตอย่างมีความสุข

1.1การมองโลกในแง่ดี หรือที่บางคนใช้คำว่า “มองเชิงบวก”

เป็นที่ยอมรับกันว่าทัศนคติเช่นนี้ทำให้มนุษย์เกิดพลังในการใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ และเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างไม่น่าเชื่อ กรณีชัดเจนที่สุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ก็คือ การให้สัมภาษณ์ของ นาตาลี เกลโบวา มิสแคนาดา ที่ทำให้เธอชนะใจกรรมการจากต่างชาติต่างภาษา จนพิชิตมงกุฎผู้หญิงที่สวยที่สุดในจักรวาลไปครองแบบไร้ข้อกังขา

“สิ่งที่ท้าท้ายที่สุดในชีวิตของดิฉันก็คือ การพยายามที่จะมองโลกและชีวิตในด้านบวก ซึ่งบางครั้งมันยากที่จะมองชีวิตให้ได้แบบนั้น การมองโลกในแง่บวกเปรียบไปก็เหมือนการมองน้ำครึ่งแก้วมันอยู่ที่ว่าจะเลือกมองว่าเหลือน้ำ แค่ ครึ่งแก้วหรือเหลือน้ำ ตั้ง ครึ่งแก้ว และสำหรับดิฉัน ดิฉันเลือกการมองว่าน้ำยังเหลือตั้งครึ่งแก้ว เพราะมันทำให้เรามีพลังสู้ต่อไป ”

เครื่องยืนยันถึงคุณค่าของการมองโลกในแง่ดีคือ ผลวิจัยของ มาร์ติน เซลิกแมน อดีตประธานสมาคมนักจิตวิทยาสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า การมองโลกในแง่ดีเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยพบอาการซึมเศร้าหรือเจ็บป่วยทางจิตเวช มีอายุยืนยาว และร่ำรวยความสุข

ถามว่าคนที่มีความสุขกับคนที่มีความทุกข์ 2 กลุ่มนี้เกิดเหตุการณ์ในชีวิตต่างกันไหม ไม่ต่าง........แต่ต่างกันตรงที่วิธีคิด เพราะฉะนั้นถ้าสร้างวิธีคิดได้จะเกิดความสุข

1.2 รู้จักคำว่า “พอ”

นับเป็นเรื่องมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสิ่งที่ได้กล่าวไปในช่วงแรกถึงสาเหตุแห่งความอยู่ไม่เป็นสุขของคนยุคใหม่ที่เกิดจากปมช่างเปรียบเทียบเฝ้ามองแต่สิ่งที่ขาด ไม่เห็นในสิ่งที่มี

กระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาคนจำนวนมากตีความเรื่องนี้ในความหมายที่แคบว่าหมายถึงรูปแบบของการทำเกษตรกรรมแบบใดแบบหนึ่ง แต่แท้ที่จริง สาระสำคัญของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับทุกส่วนในการใช้ชีวิต

ความรู้จักพอคือบ่อเกิดของความพึงพอใจต่อชีวิต อันเป็นรากแก้วสำคัญที่ทำให้เกิดความสุขล้นพ้น ดังที่นักวิทยาศาสตร์ “สุขศึกษา” ให้ข้อสรุปเอาไว้

1.3 รู้จักการ “ให้”

ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีถึงพลังแห่งการให้ในการขจัดปัดเป่าความทุกข์ให้ห่างไกลออกไป

ท่ามกลางความโศกเศร้า สูญเสีย ความตระหนกต่อภัยพิบัติ และอาดูรต่อการจากอย่างไม่หวนกลับของผู้คนหลายหมื่นคนที่เกิดต่อความรู้สึกของคนทั้งประเทศในขณะนั้น ค่อยๆ ถูกเยียวยาด้วยการขยายวงของกลุ่มอาสาสมัครจากผู้คนทุกระดับการศึกษาและฐานะชนชั้น ที่ผันแปรสถานการณ์ ให้เกิดแง่มุมของความสุขที่ชวนให้จดจำรำลึกควบซ้อนสู่เหตุการณ์อันเศร้าสลดที่ทุกคนอยากลืม

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว คนจำนวนมากแบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้กับการทำงานอาสาสมัครในองค์กรหรือหน่วยงานสาธารณประโยชน์เพื่อเติมเต็มความสุขในลักษณะที่ประณีตและมีคุณภาพเกินกว่าที่เงินรายได้และทรัพย์สินที่มีอยู่จะให้ได้ ขณะเดียวกันการทำงานสาธารณประโยชน์ ซึ่งล้วนแต่มีธรรมชาติในการเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่ขาดแคลน และมีปัญหายังเป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ สัมผัสกับการเปรียบเทียบในรูปแบบที่โน้มนำให้เกิดความสุข หลายคนพบว่า การทำงานอาสาสมัครหรือให้ความช่วยเหลือกับกิจกรรมสาธารณกุศลแต่ละครั้งได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ในการทบทวนชีวิตที่เป็นและสิ่งที่มีว่ามีค่ามากเพียงใด และการได้ช่วยเหลือคนที่ทุกข์มากกว่า นำไปสู่ความสุขและอิ่มใจอย่างที่ไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบ

มองมาที่บ้านเราในขณะนี้มีหลายหน่วยงานที่เห็นความสำคัญในการสนับสนุนค่านิยมเรื่องของการให้เกิดอย่างมั่นคงในวงกว้าง ตัวอย่างหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปีที่ผ่านมาก็คือ การรณรงค์เรื่อง “ฉลาดทำบุญ” โดยเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสังคม ในรูปการจัดทำคู่มือเล่มเล็กนำเสนอแนวคิดและวิธีการ “ทำบุญ” ในสังคมทันสมัยที่ทำได้ในรูปแบบหลากหลาย ไม่จำกัดอยู่ที่การบริจาคเข้าวัดแต่ตีความกว้างไปถึงการทำประโยชน์ ทุกรูปแบบต่อสังคมรอบๆ ตัว

หรือมองใกล้ๆ ตัวกระแสการสวม “รีส แบน” หรือกำไลยางสวมข้อมือที่องค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ทำขึ้น ซึ่งมีผู้ยินดีบริจาคนับล้านๆ จากทั่วโลก ก็เป็นรูปแบบหนึ่งในเครื่องพิสูจน์ว่าการให้นั้นสร้างสุขและความอิ่มใจแก่มนุษย์ได้อย่างไร้พรมแดน

2. การใช้ชีวิตในรูปแบบที่ไปสู่ความสุข

วิธีที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวันเกี่ยวพันกับปริมาณและคุณภาพความสุขในชีวิตของคนแต่ละคนอย่างแยกไม่ออก กุญแจสำคัญของครรลองชีวิตที่เอื้อให้ได้อิ่มเอมกับความสุขนั้นมีอยู่หลายดอก

ลองมาดูซิว่าวิธีเรียบง่ายแต่ได้ผลดีเหล่านี้คุณเคยลองทำดูหรือยัง

2.1 ใช้ชีวิตให้ช้าลง

ชีวิตในโลกยุคใหม่ดูเหมือนสิ่งที่ต้องทำมากมายในแต่ละวัน แต่หลายคนกลับไปทบทวนแล้วพบว่าในบรรดาสิ่งที่เข้าคิวรอให้ทำเป็นลำดับยาวเหยียดในแต่ละวันนั้นมีอยู่จำนวนมากที่เอาเข้าจริงแล้วอยู่ในระดับ “ควรทำ” หรือ “อยากทำ” มากกว่า”ต้องทำ” จริงๆ แต่เมื่อกิจกรรมประจำวันที่มีความสำคัญมากน้อยต่างกันถูกนำมาผสมรวมกันโดยไม่ทันสำรวจให้ถ่องแท้เสียก่อน ผลที่ตามมาก็คือความเร่งรับอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เรื่องที่สำคัญจริงๆ ต่อการมีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ และมีความสุขถูกเบียดบังโอกาส เช่น ต้องรีบกิน หรืออดมื้อกินมื้อที่มีเงินเต็มกระเป๋า พักผ่อนไม่พอไม่มีเวลาทำกิจกรรมพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว หรือพลาดโอกาสวันสำคัญต่างๆ ของคนที่มีความหมายในชีวิต และกว่าจะรู้ผลก็เมื่อสายไปเสียแล้ว เช่น การล้มป่วย สูญเสียคนที่รักไปโดยไม่ทันได้เจอหน้าหรือดูแลให้สมคุณค่า หรือถูกทอดทิ้ง ต้องจมอยู่กับความว้าเหว่ และรู้สึกผิดไปอีกยาวนาน ซึ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผลักไวความสุขให้ไกลห่างจากชีวิตออกไปจนยากจะเอื้อมคว้ากลับมาได้โดยง่าย

ทุกวันนี้ เรื่องของการใช้ชีวิตให้ช้าลงได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงที่ประเทศอิตาลี มีการก่อตั้งชมรมของคนที่นิยมใช้ชีวิตอย่างช้าๆ และเป็นสุข ที่เริ่มต้นจากเรื่องของอาหารการกินในชื่อ สโลว์ ฟู้ด และต่อมาได้รับการสนับสนุนจากนายกเทศมนตรีในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตอย่างประณีตเรียบง่ายให้ก่อตั้ง สโลว์ ซิตี้ ที่ปฏิเสธกิจกรรมเร่งรัด มีคำขวัญที่รู้จักกันแพร่หลายคือ “Don’t rush me” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “อย่าเร่งฉัน” และใช้สัตว์ที่เคลื่อนไหวแช่มช้าอย่างมีเอกลักษณ์ คือหอยทาก เป็นสัญลักษณ์โดยสมาชิกที่โดเข้าร่วมแนวคิดนี้ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วถึงหลักแสน จากร้อยกว่าประเทศในวันนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีผู้รวบรวมความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเช่นนี้ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “ชมชื่นความแช่มช้า” เขียนโดย คาร์ล ฮอนอเร นักหนังสือพิมพ์หนุ่มวัย 37 ปี จากประเทศอังกฤษ ผู้ซึ่งเกิดแรงบันดาลใจในการหันหลังให้ชีวิตอันเร่งรีบที่เขาเองก็จ้ำเดินร่วมทางไปโดยไม่ทันรู้ตัวอยู่นาน จากความหงุดหงิดที่ต้องแก้ปัญหาการแบ่งเวลามาเล่านิทานให้ลูกเล็กๆ ฟังคืนละหลายๆ เรื่องตามคำรบเร้าของลูก ในขณะที่ใจก็กระวนกระวายอยู่กับความต้องการที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่คิดว่า “จำเป็นต้องทำ” เช่น อ่านอีเมล์ ดูโทรทัศน์ เป็นต้น จนในที่สุดเกิดฉุกคิดได้ถึงต้นตอของปัญหาที่ว่า ทำไมเขาจึงไม่เคยมีเวลาพอที่จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการได้ว่ามีที่มาจากอะไร

จากสิ่งที่ค้นพบดังกล่าว คาร์ลเริ่มสืบค้นข่าวคราวว่ามีใคร ที่ไหน ที่คิดแบบเขาบ้าง และพบว่าแนวคิดนี้กำลังผุดสะพรั่งไปทั่วโลก เขาเดินทางไปพบปะและเสวนากับกลุ่มคนเหล่านี้และนำมาเสนอในหนังสือเล่มนี้ ทั้งประสบการณ์การเดินทางไปประเทศออสเตรเลียเพื่อร่วมประชุมกับสมาคมนิยมความแช่มช้า ไปกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อชมโรงเรียนทางเลือกที่ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนแบบผ่อนคลาย การประชุมประจำปี ไปประเทศอิตาลี จับเข่าคุยกับชมรมคนนิยมอาหารแช่มช้า เป็นต้น

คาร์ลขมวดปมสาระสำคัญของรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ทำให้พลาดการได้มาซึ่งความสุขในแต่ละวันไปอย่างน่าเสียดายว่า เป็นเพราะลัทธิ “คลั่งความเร็ว” โดยไม่ยอมอยู่กับปัจจุบันและทางออกอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ใช้ชีวิตให้ช้าลงด้วยการตัดกิจกรรมบางอย่างออกไป แม้แต่ตัวของคาร์ลทุกวันนี้ก็ยังหาเวลาสำรวจกิจกรรมที่ทำในชีวิตอยู่เสมอว่ากิจกรรมใดบ้างเป็น “ส่วนเกิน” เพื่อเก็บเวลาไว้ให้กับกิจกรรมที่ทำแล้วให้ความสุขจริงๆ ต่อชีวิตให้มากที่สุด

2.2 หาความสุขจากธรรมชาติรอบตัว

มนุษย์ทุกคนในโลกต่างเคยมีประสบการณ์คล้ายคลึงกันในยามที่เครียดหรือเป็นทุกข์แล้วได้เบนสายตาไปหาธรรมชาติต่างพบว่าปริมาณความทุกข์ดูเหมือนเจือจางลงไปได้ ขณะที่บางคนหายทุกข์ได้อย่างปลิดทิ้ง เพราะเกิด “ปัญญา” ขึ้นฉับพลันจากการเปรียบเทียบทุกข์ในใจเข้ากับความเป็นไปอย่างอิสระของโลกอันกว้างใหญ่

บางคนยังพบว่า ธรรมชาติเป็นเสมือนบึงน้ำใหญ่อันฉ่ำเย็นให้มนุษย์ตักตวงพลังชีวิตและความสุขสู่ชีวิตได้อย่างไม่มีวันหมด

ดร.มาเรีย ดอมนิง นักศิลปะบำบัดชาวเยอรมัน ซึ่งใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณอายุเป็นอาสาสมัครฝึกสอนด้านศิลปะบำบัดให้แก่โรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่จัดการศึกษาตามแนวคิดแบบวอร์ดอฟ เคยเล่าให้หลายคนฟังว่า ที่บ้านของเธอที่ประเทศเยอรมัน ตรงบริเวณหน้าต่างข้างประตูบ้าน จะมีกระดาษขนาดโปสการ์ดสีน้ำ และพู่กันวางอยู่ทุกเช้า ก่อนที่เธอจะออกจากบ้านไปเริ่มต้นภารกิจต่างๆ เธอจะกันเวลาไว้สัก 5 นาที นั่งลงมองท้องฟ้า และระบายสีถ่ายทอดความรู้สึกจากภาพที่เห็น เธอบอกว่านี่เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่วิเศษ เพราะสามารถสร้างความสุขให้เบ่งบานอยู่ในหัวใจได้ตลอดทั้งวัน และโปสการ์ดเหล่านี้นี่เองที่เธอใช้เป็นการ์ดอวยพรปีใหม่ ส่งความสุขจากตัวเธอแผ่กระจายไปสู่มิตรที่เธอมีอยู่ทั่วโลก

สิ่งที่เราเรียนรู้จากอาจารย์มาเรียนั้นมิใช่เพียงแค่การได้วิธีการหนึ่งที่จะเข้าถึงความสุขได้อย่างเรียบง่ายเพียงด้วยการเปิดตาเปิดใจให้มองเห็นความงามจากธรรมชาติรอบตัว แต่ยังแสดงให้เห็นว่าธรรมชาตินั้นพร้อมที่จะให้มนุษย์ทุกคนซึมซับ เอาความสุขเข้าไปหล่อเลี้ยงจิตใจได้ทุกที่ ทุกเวลา หากคนคนนั้นรู้จักกำหนดกิจวัตรแห่งการเปิดรับเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ

การเข้าถึงธรรมชาติตามแบบของอาจารย์มาเรีย เป็นหนึ่งในรูปแบบง่ายๆ ท เราจะได้เป็นเจ้าของความสุขได้ทุกวัน และยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมาย ทั้ง ที่ทำได้ด้วยตัวคนเดียว และทำร่วมกับมิตรสหาย เช่น การปลูกต้นไม้ รดน้ำและดูแล การหาเวลาเดินเล่นช้าๆ ในสวนสาธารณะ การดูนก ที่ทำได้ตั้งแต่ในละแวกบ้าน และออกไปในที่ห่างไกล

และมีอีกหลากหลายวิธีที่คุณสร้างสรรค์ได้ตามแบบฉบับของตัวเอง

2.3 รดน้ำพรวนดินสายสัมพันธ์ครอบครัวและมิตรสหาย

ผลวิจัยมากมายยืนยันตรงกันว่า การมีเพื่อนและสายสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัวนับเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตพบกับความสุข มีจิตใจที่มั่นคง ไม่แปรปรวนหรือหดหู่ซึมเศร้าง่าย

จุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์อาจก่อเกิดขึ้นโดยไม่ต้องลงมือทำอะไร เช่น การเกิดมาร่วมอยู่ในครอบครัวเดียวกัน หรือเรียนโรงเรียนเดียวกัน ทำงานที่เดียวกัน อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่การพัฒนาให้ความสัมพันธ์ราบรื่นแน่นเฟ้นในระยะยาวนั้นเป็นสิ่งที่ต้องหมั่นสร้างและสั่งสมอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยกิจกรรมที่ดูเหมือนเป็นสิ่งละอันพันละน้อย เช่น เขียนจดหมายถึงพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ห่างไกลสม่ำเสมอ ช่วยลูกๆ เพื่อนบ้านทำการบ้านบ้าง ยิ้มทักทาย และเล่าสู่ความเป็นไปในชีวิตกับเพื่อนบ้านบ้าง เป็นต้น รวมไปถึงร่วมทุกข์ร่วมสุขให้ความช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์ เมื่อสมาชิกในครอบครัวและมิตรสหายเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ๆ ในชีวิต

3. การรู้จักควบคุมจิตใจให้อยู่ในสภาวะเปิดรับความสุข

3.1 ใช้หลักศาสนา

ไม่ว่าเราจะให้คำอธิบายต่อสาเหตุแห่งการไร้ความสุขในแต่ละยุคสมัยว่ามีที่มาจากอะไร แต่คำตอบที่คมชัดและอยู่เหนือกาลเวลาก็คือ หลักศาสนา สำคัญต่างๆ ในโลก ที่ชี้ทางออกทั้งในรูปของข้อคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ และนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรัก ความสมานฉันท์และให้คุณค่าต่อความเท่าเทียมกัน การให้ การรู้จักพอ รู้จักยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นมี ปล่อยวางและใช้วิจารณญาณในการรับสาร เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าแห่งการแสวงหาความสุขที่ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานรอเพียงแค่ให้คนแต่ละคนนำไปพิจารณาและปฏิบัติเท่านั้นเอง

3.2 ศึกษาเทคนิคเพื่อช่วยปลดปล่อยจิตใจสู่สภาวะแห่งความสุข

การที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้นานัปการในแต่ละวัน ทั้งที่ถูกใจและไม่ชอบ ชักนำให้จิตใจเกิดความเครียด เร่าร้อน ห่างไกลจากความสุข

ทุกวันนี้มีการคิดค้นและเผยแพร่เทคนิคการผ่อนคลายและพัฒนาจิตใจให้เพิ่มความสงบและมั่นคงมากมายหลายรูปแบบออกสู่สาธารณะที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกโยคะ การออกกำลังกายแบบใช้สมาธิ เช่น รำไท้เก๊ก เป็นต้น การทำงานศิลปะ การฝึกกำหนดลมหายใจ หรือการนั่งสมาธิ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จึงเกิดอานุภาพในการโน้มนำความสุขสงบสู่ชีวิตได้จริง

*******************************************

ที่มาของข้อมูล:วารสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 315 กรกฎาคม 2548 หน้า 23-35.

17 ตุลาคม 2548

By โดย ทีมงานสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

Views, 5616