ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

จีดีพีเป็นตัวชี้วัดความสุขได้หรือ??

จีดีพีเป็นตัวชี้วัดความสุขได้หรือ??

โดย หมอชาวบ้าน/เรียบเรียงเพิ่มเติมโดยกรมสุขภาพจิต

จีดีพีคือตัวชี้วัดความสุขได้จริงหรือ

นั่นคือคำถามตั้งต้นที่นักวิจัยมากมายในโลกเสาะหาคำตอบกันในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

และนี่คือบางส่วนของผลที่พบ

เริ่มต้นจากกรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอัตราทางเศรษฐกิจที่วัดกันในรูปของค่าจีดีพี (GDP-Gross Domestic Product หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่องมาตลอดช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๒๓ ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายและผ่อนคลายอันมั่งคั่งทุกครอบครัวเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัวอย่างน้อยหนึ่งคันโดยจำนวนไม่น้อยเป็นรถ “ไฮบริด” (hybrid) หรือรถยนต์รุ่นล้ำยุค อันเป็นพาหนะหายากและแพงลิบลิ่วสำหรับประเทศอื่น อีกทั้งยังมีเงินใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนประจำปีร่วม ๔๐๐,๐๐๐บาทต่อคนต่อปี พูดง่ายๆคือ เป็นประเทศที่ผู้คนใช้ชีวิตกันท่ามกลางความสะดวกสบายและสนุกที่มีการไต่ระดับอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถามถึงเรื่อง “ความสุข” กลับหยุดนิ่งเป็นเส้นตรงเท่าเดิม หาได้เพิ่มเป็นเงาตามคุณภาพชีวิตอันหรูหรา

ข้ามนำข้ามทะเลไปประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็พบภาวะความสุขพยศ ไม่ยอมตรวจไล่ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกัน ไปต่อที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในโลกที่ร่ำรวยอย่าง สหรัฐอเมริกา พบว่าจำนวนประชากรที่ยืดอกบอกว่า “ชีวิตมีความสุขมาก” จากการสำรวจเมื่อ ๕๐ ปีก่อนกับวันนี้ย่ำอยู่ไล่เลี่ยกับที่เดิม ทั้งที่ตัวเลขจีดีพีกระโดดไปไกลมากกว่าเท่าตัวแล้ว

เหลียวมองไปที่ทวีปยุโรป เหตุการณ์ก็ระมายคล้ายเพื่อนๆ กลุ่มประเทศที่ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง ทางเอเชียตะวันออกและสหรัฐอเมริกา โดยที่ ประเทศอังกฤษ ซึ่งตัวเลขจีดีพีขยายตัวจาก ๓๔พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปเป็นมากกว่า ๒พันพันล้านเหรียญในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา แต่ประชาชนเมืองผู้ดียังมีสภาพความพอใจกับชีวิตไม่มากไปกว่า ๔๐ ปีก่อน การทำโพลล์สำรวจที่ ประเทศเยอรมันนี ก็พบผลทำนองเดียวกัน

ขยับไปมองภาพรวมระดับโลกกันบ้าง ไม่นานมานี้ ดร. เอ็ดเวิร์ด ไดเนอร์ (Edward Diener) นักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งได้ฉายาว่า “ดอกเตอร์แฮปปี้เนส” จาการที่เขาสนใจศึกษาเรื่องราวที่ว่าด้วยความสุข ของมนุษย์มานานร่วม ๒๕ปี ได้ลงมือทำงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งร่วมกับบบุตรชาย โดยทำการสำรวจควาามเห็นของคนขากสังคมต่างๆทั่วโลกว่าตัวเองมี “สุขภาวะ” มากแค่ไหนแล้วนำเสนอผลออกมาเป็นระดับคะแนนตั้งแต่ ๑-๗ โดยเรียกการทดสอบนี้ว่า SWB ซึ่งย่อมาจาก Subjective Well-Being ( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ได้จากบทความที่เกี่ยวข้อง.. คลิกที่นี่ค่ะ) ซึ่งทำให้มุมมองใหม่ๆ ต่อเรื่องของความยากไร้และร่ำรวยซึ่งเคยถูกคาถา “เงินมากสุขมาก” ถมทับไว้มีโอกาสได้ปรากฏตัวให้เห็น

ข้อค้นพบสำคัญของสองพ่อลูกก็คือ การจัดอันดับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนั้นเป็นคนละชุดกับอันดับความรู้สึกว่าตัวเอง “มีความสุข” ของผู้คนแต่ละชาติ

สรุปผลที่สองพ่อลูกสร้างออกมาให้ดูได้ง่าย เราจะเห็นชื่อประเทศที่คิดไม่ถึงติดอันดับนำโด่งในด้านความสุขอยู่หลายประเทศ ขณะที่อีกหลายประเทศติดกลุ่มไล่ตามมาอย่างอ่อนล้า ที่แน่ๆก็คือ คนในประเทศอย่างเม็กซิโก อินโดนีเซีย ชิลี สาธารณรัฐเช็ก เป็นต้น ที่รู้สึกว่าตนเองมีชีวิตที่เป็นสุขมากกว่าญี่ปุ่น อิตาลี หรือเกาหลีใต้

แล้วจะอธิบายเรื่องที่ดูไม่น่าเป็นไปได้นี้กันอย่างไรดี ...

เปิดโปงขีดจำกัดของ “อำนาจเงิน”

นิตยสารไทม์ตีแผ่ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี้มีงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์และจิตวิทยามากมายที่พยายามตอบคำถามให้ได้ว่า ต้องมีเงินมากเท่าไหร่ จึงทำให้มนุษย์รู้สึกมีความสุขกับชีวิต

คำตอบที่ได้ก็คือ ความสุขกับจำนวนเงินที่มีนั้นไม่เกี่ยวกันเลย

นิตยสารไทม์เองยังพยายามไม่ถอย โดยจัดทำโพลล์ขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนธันวาคมปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้ข้อสรุปว่า การมีรายได้ประมาณ ๒ ล้านบาทต่อปี (๕0,000 เหรียญสหรัฐฯ) ดูเหมือนจะทำให้ชาวอเมริกันมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น แต่เมื่อรายาได้เพิ่มมากไปกว่านั้น พบว่า ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นเสมอไป

ดร. เอ็ดเวิร์ดเองก็เคยลงมือสัมภาษณ์บุคคลที่ร่ำรวย ๔๐๐ อันดับแรกในสหรัฐฯจากการจัด

อันดับโดยนิตยสารแนวเศรษฐกิจชื่อฟอร์บส์ ( Forbes ) และพบข้อสรุปว่าบุคคลเหล่านี้มีความสุขมากกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อย หาได้สุขล้นฟ้าตามตัวเลขทรัพย์สินที่ครอบครองแต่อย่างใด

เชื่อหรือไม่ว่า การที่ความสุขเพิ่มเป็นเงินเงาตามเงินในกระเป๋าเช่นนี้นับเป็น “สัจธรรม” เลยทีเดียว!ผู้ที่ให้คำอธิบายว่า ทำไมความสุขของคนแต่ละคนจึงไม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนเงินและทรัพย์สินที่มีได้อย่างน่าสนใจก็คือ โจ โคมิงเกซ และ วิกกื้ โรบิน(Joe Dominguez & Vicky Robin) ผู้ร่วมกันเขียนหนังสือชื่อ “จะเลือกเงินหรือชีวิต” (Your Money or Your Life) ที่มียอดจำหน่ายมากกว่าเจ็ดแสนเล่มทั่วโลก และถูกแปลเป็นหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทยโดยมูลนิธิโกมลคีมทอง เมื่อปี พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา

ในหนังสือเล่มนี้ได้พยายามอธิบายว่าเหตุใดการมีเงินมากมายจึงให้ความสุขแบบถาวรแก่ชีวิตไม่ได้ ระดับความอยู่รอดของมนุษย์นั้น อาศัยทรัพย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถเพิ่มขีดขั้นความสุขขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และจากขั้นของความอยู่รอดมาเป็นขั้นของความสะดวกสบาย ความสุขยังสามารถเพิ่มขึ้นได้แต่ต้องอาศัยทรัพย์เพิ่มขึ้น กระนั้นความสุขก็เพิ่มข้นได้ไม่มากนัก

การมีทรัพย์มากขึ้น ยังสามารถทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นได้อีอย่างช้า ๆ แต่เมื่อทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่งความสุขจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เป็นปฏิภาคผกผันกับจำนวนทรัพย์ที่มี หรือพูดอีกอย่างก็คือ “เงินล้านสำหรับเศรษฐีให้ความสุขน้อยกว่าเงิน 10 บาทในมือคนหิวโหย” (บางส่วนจากหนังสือ เส้นโค้งแห่งความสุข โดย พระไพศาล วิสาโล)

“…เราเชื่อเสียแล้วว่าเงินมีค่าเท่ากับความสมหวัง เราดำเนินชีวิตต่อไป ซื้อบ้าน ทำงาน แบกรับภาระทั้งหลายของครอบครัว ยิ่งหาเงินได้มากก็ยิ่งมีเรื่องกังวลมาก หมดเวลา หมดแรงมาก ยิ่งไต่เต้ามีตำแหน่งงานสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง มีทรัพย์สินให้เสียมากขึ้น ถ้าเกิดถูกโจรปล้น ก็เลยยิ่งวิตกกังวลว่าจะโดนปล้นมากขึ้น เสียภาษีแพงขึ้น และเสียค่าธรรมเนียมจัดทำภาษีให้นักบัญชีมากขึ้น ถูกหน่วยงานกุศลในชุมชนเรียกร้องมากขึ้น เสียค่าบำบัดทางจิตแพงขึ้น ค่าตกแต่งบ้านแพงขึ้น ความสุขของลูกก็แพงขึ้น

จนวันหนึ่ง เราพบว่าตัวเองนั่งเหนื่อยหน่ายอยู่ในบ้านขนาด 4,000 ตารางฟุต บนเนื้อที่ร่มครึ้ม 2.4 เอเคอร์ มีอ่างอาบน้ำอุ่นหลังบ้าน และมีอุปกรณ์อย่างดียี่ห้ออติลุสอยู่ในห้องเก็บของชั้นใต้ดิน แต่ใจกลับโหยหาชีวิตอย่างที่เคยมีเคยเป็นตอนที่ยังเป็นนักศึกษาจนๆ แค่ได้เดินเล่นในสวนสาธารณะก็มีความสุข

เราขึ้นมาชนเพดานของระดับความอิ่มใจแล้วแถมไม่เคยฉุกคิดว่า สูตรที่ว่าเงินเท่ากับความอิ่มใจนั้นใช้ไม่ได้เสียแล้ว ซ้ำยังกลับส่งผลเสียต่อเราอีก ต่อจากนั้นไม่ว่าเราจะจับจ่ายใช้เงินมากขนาดไหน กราฟเส้นโค้งแห่งความอิ่มใจก็ยังปักหัวลงอยู่เสมอ” (บางส่วนจากหนังสือ จะเลือกเงินหรือชีวิต)

แกะ “กล่องดำ” กลางใจคน ทำไม “หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ”

ขุดคุ้ยกันให้ลึกลงไปถึงสาเหตุที่ทำให้ความมั่งคั่ง ซึ่งมนุษย์ใช้แปรสภาพไปสู่เครื่องใช้ไม้สอยและไลฟ์สไตล์ ชีวิตที่เลิศหรู สะดวกสบาย และความสนุกสนานเพลิดเพลินบันเทิงใจได้สารพัดรูปแบบ ว่าเหตุใดจึงไม่อาจเติมความสุขให้เต็มความต้องการของมนุษย์ได้ สาเหตุ สำคัญข้อหนึ่ง ก็คือธรรมชาติมนุษย์ในเรื่องของการเปรียบเทียบ ดังที่แวดวงนักสังคมศาสตร์บัญญัติศัพท์ใช้กันแพร่หลายว่าเป็นภาวะความเร่าร้อนทุรนทุรายจากการเปรียบเทียบ (refer ence anxiety) นั่นเอง

มีการหยิบยกเหตุการณ์ในสหรัฐฯ เป็นกรณีศึกษา ย้อนไปในยุคอดีตชาวอเมริกันทั้งในเมืองและชนบทมีรูปแบบการใช้ชีวิตไม่แตกต่างกันนัก ในขณะที่กลุ่มคนร่ำรวย ซึ่งยังมีจำนวนน้อยก็จะแยกตัวไปสร้างอาณาจักรอยู่หลังกำแพงสูง สภาพความเหลื่อมล้ำต่ำสูงจึงไม่ปรากฏชัดเจน จนเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจยุคใหม่ได้เปลี่ยนสภาพดังกล่าวไปโดยสิ้นเชิง กลุ่มคนร่ำรวยขยายตัวกว้างขึ้น และใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยมากขึ้น สร้างความกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจแก่กลุ่มคนมีฐานะปานกลางให้อยากได้ใคร่มีเช่นคนเหล่านั้น จนหมดพึงพอใจต่อชีวิตที่เคยเป็น

ทันทีที่คนใดเลือกการไต่เต้าสถานะทางเศรษฐกิจ เมื่อนั้นคงวามสุขจากความพอใจต่อชีวิตที่เป็นอยู่ก็หายไปในพริบตา เพราะมองเห็นแต่สิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปจากขั้นที่เหยียบ และไม่เคยสัมผัสกับความสุขที่แท้จริง เพราะมองเห็นแต่ก้าวที่ยังไม่ได้เหยียบเรียงรายรออยู่เบื้องหน้า เร่งรัดกดดันให้ไต่ระดับขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ

สภาพเช่นนี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นในแต่สหรัฐฯ แต่เป็นสภาพที่พบได้ทั่วโลก ผู้คนในประเทศร่ำรวยค้นพบว่าตัวเองแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่ได้น้อยเต็มที นักจิตวิทยาบางคนให้ความเห็นว่า ชาวเอเชียเป็นกลุ่มที่เผชิญความเครียดและความทุกข์จากสภาพดังกล่าวมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะค่านิยมในอดีตของสังคมภูมิภาคนี้ยึดถือการปฏิบัติตามธรรมเนียม เพื่อประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นอุดมการณ์ของชีวิต แต่เมื่อสังคมใหม่เปิดโอกาสให้ผู้คนมีทางเลือกในการไต่เต้า และกำหนดรูปแบบของชีวิตเพื่อตนเอง ทำให้ความสุขกลายเป็นเรื่องที่ได้มาอย่างยากลำบาก เพราะต้องหันรีหันขวางอยู่ท่ามกลางทางเลือกมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เห็นได้ชัดเจนจากสื่อโฆษณา และเนื้อหาในสื่อสารพัดรูปแบบที่ดาหน้าเข้ามาหาจากทุกหนทุกแห่งแม้แต่ในที่รโหฐานถึงห้องนอน ด้วยภาพชีวิตอันสะดวกสบาย อิสรเสรี สนุกสนาน และความหรูหราของผู้คนระดับสูงให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่แหงนคอจ้องมองตั้งแต่ยามตื่นจนเอนหลังกลับสู่เตียง แล้วแบบนี้ผู้คนในยุคเราจะค้นพบความสุขกันได้อย่างไร

*******************************************

ที่มาของข้อมูล:หมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 315 กรกฎาคม 2548 หน้า 17-23

19 October 2548

By โดย หมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 315 กรกฎาคม 2548

Views, 4527