ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

อย่าเลือกคนใจเป็นโรค

อย่าเลือกคนใจเป็นโรค

โดย แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
จากบทความเพื่อสุขภาพจิต สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต

อย่าเลือกคนใจเป็นโรค

คุณสาวๆ หลายคนขอให้เขียนวิเคราะห์ผู้ชายในแง่จิตวิทยา ซึ่งเป็นเรื่องยากมากไม่เหมาะสมกับเนื้อที่ของคอลัมน์นี้ จึงขอหยิบยกมากล่าวแต่เพียงด้านเดียวก่อนคือ ด้านซึ่งจะช่วยเหนี่ยวรั้งให้คุณชั่งใจ

ถ้าคิดให้ลึก จุดเริ่มของการนำชีวิตสองชีวิตมาปรับให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน เพื่ออยู่ร่วมกันเป็นชีวิตเดียวอย่างมีความสุขมากกว่าความทุกข์ไปจนถึงวันที่ความตายของฝ่ายหนึ่งมาพรากจากกันนั้นสำคัญยิ่งนัก จุดเริ่มต้นนั้นก็คือการตัดสินใจ บางคนตัดสินใจเพราะแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง เช่น อยากแต่งงานเพื่อหนีไปเสียจากพ่อขี้เมา เพื่อเขยิบสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ หรือเพื่อหาที่พักใจภายหลังอกหักจากคู่รักเก่า ฯลฯ

ฉะนั้น ยามใดที่คุณตกอยู่ในภาวะจะต้องตัดสินใจ ต้องทำใจให้เป็นกลางคือ ทำเหมือนตัวคุณเองเป็นบุคคลที่สามซึ่งมองดูทั้งคุณและเขาด้วยความยุติธรรม ปราศจากอคติ และด้วยปัญญาเห็นแจ้ง พึงสังวรว่าการตัดสินใจครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ถ้าตัดสินใจผิดเลือกคนใจเป็นโรคก็เหมือนกระโจนลงนรกนั่นทีเดียว


คน “ใจไร้โรค” ก็คือ คนบรรลุวุฒิภาวะ คน “ใจเป็นโรค” บางอย่างเป็นอันตรายร้ายแรงมากกว่าคนเป็นโรคทางกาย เช่น วัณโรค หรือ โรคเรื้อนเสียอีก เพราะประการแรกวัณโรคหรือโรคเรื้อนมักแสดงอาการให้ปรากฏเห็นได้จากภายนอก ประการที่สอง หากไม่เข้าไปคลุกคลีย่อมไม่ได้รับอันตรายจากการแพร่โรคและประการสุดท้ายเป็นโรคที่รักษาได้ไม่ยาก ส่วนคนมีโรคใจซ่อนอยู่ภายในร่างอันสง่างามและเพียบพร้อมด้วยมรรยาทเยี่ยงสุภาพบุรุษนั่นเล่า คุณจะทราบได้อย่างไรว่า เขามีโรคที่อาจแพร่พิษร้ายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพจิตของคุณแฝงอยู่ภายใน

คนใจไร้โรคคือ คนจิตใจเจริญไปสู่ความสมบูรณ์ จึงไม่มีลักษณะของ “ทารก” หลงเหลืออยู่ เขาจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว พึ่งตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่น มีความเด็ดขาด และตัดสินใจได้ดี แม้ในยามเกิดเหตุวิกฤติหรือยามตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน กล้าปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตน แต่ก็ไม่เอาเปรียบผู้อื่น รู้จักเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ รู้จักกาลเทศะ และยืดหยุ่นปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี

ส่วนคนใจเป็นโรคคือ คนที่อายุของความเจริญทางจิตใจไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับอายุจริงตามปฏิทิน

โรคใจของผู้ชายมีมากมายหลายสิบชนิด บางโรคก็อาจกลายเป็นความเหมาะเจาะกับบุคลิกภาพของผู้หญิงบางคนก็ได้ เช่น ผู้ชายบางคนลูกโตจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังปล่อยให้คุณแม่หรือแม่ยายจุ้นจ้านบงการชีวิต ยอมให้ภรรยา คุณแม่ หรือแม่ยาย เป็นผู้ตัดสินปัญหาชีวิต หรือที่เรียกว่า “จูงจมูก” เกือบทุกเรื่องและทุกเวลา ถ้าจะแต่งงานกับผู้ชายประเภทนี้ คุณจะต้องสำรวจตัวเองก่อนว่ามีบุคลิกภาพเหมาะสมกับเขาหรือไม่ ถ้าหากคุณเป็นผู้หญิงสงบเสงี่ยม ว่าง่าย ชอบพึ่งพาผู้อื่น และต้องการผู้ปกป้องคุ้มครอง คุณจะอยู่กับเขาอย่างไม่มีความสุขเลยตลอดชีวิต แต่ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่ง ทั้งกล้า ชอบเป็นผู้นำ เขาก็โชคดีมากที่ได้หมอถูกโรคไว้ประจำตัว

โรคใจหลายชนิดพอเยียวยาไหว จึงไม่ขอกล่าวถึง แต่โรคใจร้ายแรงที่สุด ซึ่งจะเป็นอันตรายใหญ่หลวงแก่ผู้เข้าใกล้และยากจะรักษาหายมีอยู่สองโรคคือ “โรคเห็นแก่ตัว” และ “โรคขี้ขลาด”

พวกแรกเหมือนเด็กวัยยังไม่หย่านม ที่อยากแต่จะ “ได้” หรือ “รับ” จากคนอื่นฝ่ายเดียวไม่รู้จักการ “ให้” ไม่ว่าจะเป็นการให้ “วัตถุ” หรือ “น้ำใจ” พวกนี้ตอนเริ่มติดพันอาจทุ่มเท “ให้” เป็นการใหญ่ก็ได้ บางทีให้มากกว่าคนปกติเสียด้วยซ้ำ ก็เหมือนเด็กสองขวบนั่นแหละคือ เมื่อใดอยากได้ของเล่นที่อยู่ในมือของเด็กอีกคนหนึ่ง ก็ยอมเอาของที่อยู่ในมือของตนไปแลก ไม่รู้สึกเสียดายแม้ของของตนจะมีราคามากมาย ขอเพียงให้ได้สิ่งที่ตนอยากได้เป็นของตนก็แล้วกัน ผู้ชายแบบนี้อาจทำให้หลงเข้าใจผิดว่าเขารักคุณมากก็ได้ เพราะเขาทุ่มเทให้คุณมากเหลือเกิน ในกรณีเช่นนี้ คุณอาจพอหาทาง “วินิจฉัย” โรคของเขาได้ โดยการสืบประวัติจากคนอื่น คนประเภทนี้จะมีประวัติว่าไม่เคยให้ใคร เว้นเสียแต่เขาจะได้รับประโยชน์ตอบแทน เพราะฉะนั้น คุณควรวานเพื่อนและญาติของคุณสืบประวัติเขาจากบุคคลหลายๆ ด้าน อย่างน้อยที่สุด 3 กลุ่มคือ เพื่อน เจ้านาย และลูกน้องของเขา ถ้าหากว่าในสายตาของบุคคลทั้งสามกลุ่มนั้นเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว คุณน่าจะวินิจฉัยได้แล้วว่าเขาเป็นโรคใจร้ายแรงชนิดเห็นแก่ตัว ซึ่งคุณอาจหาทางพิสูจน์ยืนยันให้แน่ใจได้ไม่ยากนัก ญาติของเขาย่อมเข้าข้างเขาเป็นธรรมดา

ผู้ชายเช่นนี้ ถึงจะปลูกตึก ซื้อรถมัสแตงให้คุณ ก็จงคิดให้ดี อย่าด่วนตัดสินใจแต่งงานกับเขาเพราะเป็นการเสี่ยงมาก โอกาสที่คนซึ่งเห็นแก่ตัวกับคนอื่นจะไม่เห็นแก่ตัวกับคุณนั้นยากมาก อย่าเอาหัวใจรักอันบริสุทธิ์สูงค่าของคุณไปมอบให้คนใจเปื้อนกิเลสหนาเอาแต่ได้เหมือนทารกเช่นนั้นเลย แม้ว่าความจริงอันน่าเศร้าจะทำให้คุณท้อแท้ เพราะคุณทราบดีว่าผู้ชายส่วนมากในโลกนี้อยู่ข้างเห็นแก่ตัว แต่แผ่นดินนี้ก็ยังไม่สิ้นผู้ชายดีเสียทีเดียวหรอก

ในแง่จิตวิเคราะห์ คนเห็นแก่ตัวมักเกิดจากการอบรมเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่วัยเด็กทั้งในทาง “ขาด” และทาง “เกิน” รวมทั้งการอบรมที่ผิด เด็กที่พ่อแม่ไม่รัก มิหนำซ้ำไม่ให้ปัจจัยต่างๆ แก่เขาเพียงพอคือ เป็นเด็กที่ขาดทั้งความรักและวัตถุ ย่อมกระหายอยากจะได้ความรักหรือวัตถุ หรือทั้งสองอย่างให้แก่ตนเอง ไม่รู้จักอิ่ม หรือ “ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม” ไม่ว่าคุณจะ “ให้” เขามากมายสักเท่าใด เขาก็ไม่รู้สึกพอ คุณจึงอยู่ในสภาพทิ้งก้อนหินเพื่อหวังถมมหาสมุทร

ส่วนกลไกในทาง “เกิน” นั้นตรงข้าม แต่ผลปรากฏเป็นรูปแบบเดียวกันคือ รูปแบบของความเห็นแก่ตัว เด็กที่พ่อแม่ทุ่มเท “ให้” ทุกอย่างมากเกินไป อีกทั้งไม่เคยฝึกให้เขาเป็น “ผู้ให้” จะทำให้เขาเคยชินต่อการได้รับจากผู้อื่นฝ่ายเดียว ทำให้เขาไม่รู้จักการให้ผู้อื่น และทำให้เขามีความฝังใจผิดๆ ว่าบุคคลอื่นโดยเฉพาะคนที่รักเขา (เหมือนแม่รักเขา) จะต้องเป็นฝ่ายให้เขาตลอดเวลา อย่างไม่มีเงื่อนไข คนพวกนี้จึงแสดงความเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เขาคิดว่ารักเขา หรือกับผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของพ่อแม่ เช่น คู่รัก ภรรยา

ทั้งพวก “ขาด” และพวก “เกิน” การอบรมที่บกพร่องอาจช่วยส่งเสริมให้เขาเห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น เช่น ผู้ชายคนหนึ่งตระหนี่จัดและเอาเปรียบเพื่อนฝูงเสมอ ทั้งนี้เพราะแม่ของเขาเป็นคนขี้เหนียวและเห็นแก่ตัว เมื่อเขาเป็นเด็กวัยเรียน แม่ให้เงินค่าขนมประจำวันแก่เขาและพี่ชายของเขาคนละสองบาท เขาเก็บใส่กระปุกหมด พี่ชายผู้เสียสละอุตส่าห์แบ่งเงินซื้อขนมให้น้องครึ่งหนึ่ง แต่แม่ผู้บกพร่องกลับชื่นชมและตำหนิพี่ชายว่า “ใหญ่ไม่ได้เรื่อง ฟุ่มเฟือย มีเท่าไหร่ใช้หมด สู้เล็กไม่ได้ รู้จักเก็บหอมรอบริบ” ผลที่แม่ผู้บกพร่องได้รับในเวลายี่สิบปีต่อมาก็คือ เล็กของแม่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะเด็กดีของแม่คือคนประหยัดส่วนของตนแต่ใช้ส่วนของคนอื่น

ถ้าคุณเป็นปุถุชนที่มีจิตใจปกติ คุณคิดว่าการเป็นฝ่ายให้ข้างเดียวตลอดกาลจะทำให้คุณมีความสุขหรือเปล่า ถ้าเปล่าก็จงอย่าห่วงว่าจะต้องเป็นสาวแก่เมื่อปล่อยผู้ชายคนนั้นหลุดมือไป เป็นสาวแก่ก็มีเกียรติกว่าและมีความสุขกว่าเป็นภรรยาผู้ชายเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวเหมือนเด็กสองขวบเป็นไหนๆ อีกประการหนึ่ง ถ้าคุณเป็นคนจิตใจปกติคุณจะอดทนต่อการเป็นฝ่ายให้ตลอดกาลอย่างไม่มีขอบเขตไปได้ไม่นาน เว้นเสียแต่คุณเองก็มีความผิดปกติ หรือบุคลิกภาพผิดปกติ masochistic ซึ่งกลับพอใจที่จะถูกคนเอาเปรียบหรือรังแก ซึ่งก็เป็นโรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน

โรคใจร้ายแรงชนิดที่สองคือ “โรคขี้ขลาด” ในที่นี้มิได้หมายถึงการกลัวผีหรือไม่กล้ายิงปืน แต่หมายถึงผู้ชายขี้ขลาดไม่กล้ารับผิดชอบ ไม่ว่าจะโดยหน้าที่ ศีลธรรม หรือประเพณี

ผู้ชายที่ปัดความผิดให้เพื่อนหรือลูกน้อง ผู้ชายที่ไม่จริงจังกับหญิงใดๆ ผู้ชายที่มีความสัมพันธ์ลับๆ กับผู้หญิง แต่ปฏิเสธต่อหน้าสังคม คุณคิดเอาเองเถิดว่าคุณจะอับอายเพื่อนฝูงสักเพียงไหนถ้าจะต้องแนะนำใครๆ ว่า ผู้ชายขี้ขลาดคนนี้แหละคือสามีของคุณ คุณไม่กระดากปากหรือ ที่จะสั่งสอนลูกให้เคารพเชื่อฟังและดูเยี่ยงอย่างผู้ชายขี้ขลาดคนนั้น

คนไม่รับผิดชอบคือ คนวุฒิภาวะต่ำ และมักมีองค์ประกอบฝ่ายสูงแห่งจิตที่เรียกว่า superego (ศีลธรรม, มโนธรรม, ความยับยั้ง, ความรู้สึกผิดชอบ ฯลฯ) น้อยกว่าคนปกติ พวกนี้อาจ “หลอก” “ล่อ” ได้แนบเนียนนัก เป็นโรคใจร้ายแรงรักษาหายได้ยากกว่าโรคจิต (psychosis) บางอย่างเสียอีก ถ้าคุณเห็นเงาตะคุ่มๆ ของโรคร้ายชนิดนี้ทอดอยู่เบื้องหลังร่างอันสง่างามและมารยาทเยี่ยงสุภาพบุรุษอังกฤษละก็จงหันหลังวิ่งหนีไปเสียเถิด ออมความใจอ่อนของคุณไว้ให้คนใจไร้โรคดีกว่า แม้เขาจะตีหน้าเศร้าเพียงใดก็อย่าได้สงสารเป็นอันขาด ผู้หญิงบางคนสงสารผู้ชายเศร้าหรือผู้ชายอกหัก เพราะอยากทำตัวเป็น “แม่พระ” ซึ่งเป็นการเสี่ยงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเขาเป็นผู้ชายประเภทขี้ขลาด เธออาจกลายเป็นชาวนาผู้เคราะห์ร้ายในนิทานอีสป เรื่อง ชาวนากับงูเห่าก็ได้ เพราะคน superego ต่ำไม่เคยรู้สำนึกบุญคุณใคร ไม่รับผิดชอบและขาดความรู้สึกผิด (guilty feeling)

อ่านมาถึงตรงนี้ผู้หญิงหลายคนอาจท้อใจ และผู้ชายที่ดี (ถ้าเผอิญมาอ่านพบเข้า) อาจตัดพ้อหรือถึงกับโกรธผู้เขียนก็ได้ อย่าเพิ่งรู้สึกเช่นนั้นเลย เพราะผู้เขียนกำลังจะบอกว่าผู้ชายในโลกนี้มิได้เป็นโรคใจทุกคนไปหรอก จริงอยู่ เราต้องยอมรับความจริงอย่างหน้าชื่นว่าไม่มีใครในโลกไร้ข้อบกพร่องแม้แต่ตัวเราเอง แต่ข้อบกพร่องของคนจิตใจปกตินั้นส่วนมากแก้ไขได้ไม่มากก็น้อย ขอเพียงให้คุณสำรวจตัวเอง มองกันและกันด้วยใจเป็นธรรม และขอให้ดูเขาด้วยสายตาอันสว่างแห่งปัญญา มิใช่ด้วยนัยน์ตามืดมัวแห่งความใคร่หรือแรงจูงใจอย่างอื่น ก็จะสามารถมองทะลุเข้าไปจนถึงใจดวงนั้นได้แจ่มแจ้งและคุณก็จะรู้ได้ด้วยตนเอง ใจดวงนั้นเป็นโรคหรือไม่

ถ้าเห็นแล้วว่าใจดวงนั้นเป็นโรคร้ายแรง คุณยังคิดจะเอาใจอันบริสุทธิ์และมีค่าของคุณไปผูกพันให้อับเฉาจนถึงวันดับเร็วกว่าที่ควรอยู่อีกหรือ?

*******************************************

เอกสารอ้างอิง: บทความเพื่อสุขภาพจิต สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หน้า 30-34.

8 พฤศจิกายน 2548

By โดย แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา/จากบทความเพื่อสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

Views, 7688