ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ความก้าวร้าวมีส่วนสร้างสรรค์

ความก้าวร้าวมีส่วนสร้างสรรค์*

โดย. แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
จาก บทความเพื่อสุขภาพจิต สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธรณสุข


ทุกวันนี้ เหลียวไปทางไหนก็พบแต่ความก้าวร้าว(aggression) ในชุมชน, ในสังคม, ในประเทศ, และในโลก

ความก้าวร้าวที่แสดงออกในสังคมมักเป็นในรูปแบบของ “การทำลาย” ในลักษณะของ “ความรุนแรง” (violence) เกือบทั้งสิ้น นับตั้งแต่ทำลายชีวิต, ทำลายสถาบัน, ทำลายทรัพย์สิน ตลอดจน ทำลายน้ำใจซึ่งกันและกัน คนทั่วไปจึงมีเจตคติในทางลบต่อความก้าวร้าว

แต่แท้จริง ความก้าวร้าวมีทั้งคุณและโทษ คือทั้ง “สร้าง” และ “ทำลาย” ทำไมเราจึงไม่นำความก้าวร้าวมาใช้ในทางสร้างสรรค์?


สตอรร์ กล่าวว่า แรงขับก้าวร้าว (aggressive drive) มีความจำเป็นต่อชีวิตเพราะทำหน้าที่พื้นฐานทางชีววิทยา เพื่อสงวนและดำรงไว้ซึ่งชีวิตของบุคคลและเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ ไม่แตกต่างจากสัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) ไม่จำเป็น, ไม่ควร และ เป็นไปไม่ได้ ที่จะขจัดความก้าวร้าวในรูปแบบที่เหมาะสมออกไปจากชีวิตมนุษย์โดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่มีติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิดแล้ว ความก้าวร้าวในมนุษย์ยังเป็นลักษณะที่มีค่ายิ่งทางชีววิทยา เช่นเดียวกับความก้าวร้าวในสัตว์ชนิดอื่น ความก้าวร้าวในธรรมชาติมีไว้ป้องกันตนเอง เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ มากกว่า เพื่อทำลาย

สิ่งที่ควรขจัดไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่เป็น “การทำลายเยี่ยงศัตรู” ในลักษณะของ “ความรุนแรง” (violence)

ถ้าเรานึกถึงความก้าวร้าวในแง่สัญลักษณ์ของความชั่วร้ายเพียงประการเดียว เราก็จะกดเก็บไว้โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะยิ่งทำให้แปรออกในรูปอื่นมากขึ้น โดยการใช้จิตกลไกต่าง ๆ เช่น ออกในรูปของความเศร้า เพราะใช้จิตกลไกชนิดหันเข้าหาตน (introjection) หรือ ออกเป็นอาการทางจิตสรีรวิทยา (psychophysiologic) จนเกิดอาการทางกายต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เกิดผลเสียทั้งสิ้น

ทำไมเราไม่นึกถึงพลังไฟจากน้ำตก?

นักดนตรีอัจฉริยะคนหนึ่งของโลกคือ บีโธเฟน เป็นคนหนึ่งที่จัดอยู่ในประเภทเอาพลังน้ำตกไปทำไฟฟ้า เขามีลักษณะนิสัยเก็บตัว, อารมณ์เสีย, หน้าตาบูดบึ้งและขี้ระแวงเป็นนิจ เขาไม่เคยสานไมตรีกับสตรีใดได้สำเร็จ อาการหูหนวกก็ยิ่งทำให้เขาแยกตัวจากโลกและไม่ไว้ใจผู้อื่นยิ่งขึ้น แต่ความพิการของหูกลับช่วยให้ลักษณะอื่นของเขาเด่นขึ้น เพลงของเขาแสดงถึงความก้าวร้าวอย่างมาก ในลักษณะของอำนาจ, พลัง, และความเข้มแข็ง ฉะนั้น ถ้าเขาไม่ระบายความไม่เป็นมิตร (hostility) ออกมาทางดนตรี เขาอาจกลายเป็นคนไข้โรคจิตชนิดระแวงคนหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ของโลกเลย คนหูหนวกจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในประเภทหลังนี้

พูดถึงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของความก้าวร้าว ฟรอยด์ และนักจิตวิเคราะห์อีกหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมลานี ไคลน์ จะกล่าวถึงความก้าวร้าวในแง่สัญชาตญาณความตาย (death instinct) โลเวนสไตน์ เชื่อตามแนวคิดของฟรอยด์ที่ว่า ความก้าวร้าวเป็นแรงขับก้าวร้าวชนิดปฐมภูมิหรือติดตัวมาแต่กำเนิด (primary or innate aggressive drive) ฟรอยด์เองใช้เวลาถึง 3 ใน 4 ของชีวิตของเขา และประสบการณ์จากสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเบนความสนใจจากสัญชาตญาณของความรัก ( love instinct) มาสู่ปัญหาความก้าวร้าว

แต่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นักจิตวิเคราะห์ก็ยังถกเถียงกันอย่างไม่มีข้อยุติว่า ความก้าวร้าวเป็นสัญชาตญาณ (instinctual) หรือเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบ (reactive) , เป็นประจุสัญชาตญาณ (instinctual discharge) หรือเป็นงานของอีโก (service of ego) พวกที่เชื่อว่า ความก้าวร้าวไม่ใช่แรงขับปฐมภูมิ แต่เป็นการถูกจูงใจจากภายนอก (extrinsically motivated) ได้แก่ เฟนิเคล, จิลเสลปี และสโตน

ส่วนมิทส เชอร์ลิช กล่าวถึงแง่จิตวิเคราะห์ของความก้าวร้าวของกลุ่มชน หรือ จิตวิทยา และสังคมวิทยาของกลุ่มไว้หลายด้าน เขากล่าวถึงทฤษฎีของความก้าวร้าวว่า เกิดจากทั้งสัญชาตญาณและจากสังคม และเกิดจากอิทธิพลของอีโกในบางกลุ่ม แรงขับก้าวร้าวอาจมีมากและรุนแรงขึ้นได้ จากการที่ superego หรือ ego อ่อนแอลง มนุษย์เราจะก้าวร้าวได้อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว ถ้าเขารู้สึกว่า ผู้นำของเขามีความรักเขา เช่น ฮิตเลอร์

ความก้าวร้าวของกลุ่มชนของฝูงชนที่มีผู้นำ เช่น การเดินขบวน, การประท้วง, การต่อสู้ข้าศึกจึงรุนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ฟรอยด์กล่าวว่า นักจิตวิเคราะห์ต้องถือว่า มนุษย์เรานี้เป็น “heterotrophic organism” ซึ่งจะดำรงชีพอยู่ได้โดยทำลายและกินสิ่งที่มีชีวิตอย่างอื่น แรงขับลิบิโดและแรงขับก้าวร้าวเท่านั้น ที่จะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ การที่เด็ก “กิน” นมแม่ ก็เป็น

เราทุกคนก็ได้ผ่านแห่งแรกมาแล้ว แต่ก็ยังเดินทางไปไม่ถึงแห่งหลัง จึงยังต้องต่อสู้เมื่อต้องต่อสู้ก็ต้อง มีส่วน ของความก้าวร้าวแต่เราฝังใจเชื่อผิดๆ หรือมีอคติต่อความก้าวร้าวมานาน เรานึกถึงมันแต่ในแง่ทำลายบางทีบทความนี้อาจทำให้ท่านนึกถึงความก้าวร้าวในส่วนที่สร้างสรรค์บ้าง

ท่านที่เคยเข้าใจผิดจะได้เลิกคิดก้าวร้าวต่อความก้าวร้าวเสียที

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: *จากหนังสือคู่มือ บทความเพื่อสุขภาพจิต ของ แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หน้า 120-130.

11 November 2548

By โดย. แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา/คู่มือบทความสุขภาพจิต

Views, 7011