ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ทำไมผู้ชายส่วนมากจึงก้าวร้าวกว่าผู้หญิง?

ความก้าวร้าวมีส่วนสร้างสรรค์ (ต่อ)
ตอน ทำไมผู้ชายส่วนมากจึงก้าวร้าวกว่าผู้หญิง?*

โดย. แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
จาก บทความเพื่อสุขภาพจิต สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธรณสุข


องค์ประกอบของแรงขับที่เกี่ยวข้องกับความก้าวร้าวมี 2 อย่าง คือ แรงขับลิบิโดทางปาก(oral libidinal drive ) และแรงขับความก้าวร้าวทางปาก ( oral aggressive drive) แรงขับของสัญชาตญาณ (instinctual drives)ของความก้าวร้าวและความวิตกกังวลเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก พฤติกรรมก้าวร้าวจึงอาจเป็นการแสดงความพอใจ ( pleasure) และ/หรือความวิตกกังวลก็ได้


ความก้าวร้าวเป็นการแสดงออกของสัญชาตญาณทำลายสู่ภายนอก จิตแพทย์และนักจิตวิทยาหลายคนยังเชื่อว่า พารานอยอ์ ( paranoia) ในผู้ชายนั้นเกิดจากการติดแม่อย่างฝังใจ และพึ่งพาแม่ พวกพารานอยอ์ มักคิดเสมอว่า “ฉันเป็นใคร ? เป็นหญิงหรือชายกันแน่ ?” (เช่นเดียวกับพวกบุคลิกภาพฮิย์สทีเรีย) พวกพารานอยอ์จะปฏิเสธและรังเกียจความเป็นสตรีเป็นพื้นฐาน แต่ในพวกพารานอยอ์นั้น แรงขับชนิดทำลายจะเปลี่ยนแปลง(convert) เป็น masochism ฉะนั้น จึงพบเสมอว่าพวกกามวิปริตชนิด masochistic จะแสดงลักษณะนิสัยระแวง (paranoid character trait)

ความก้าวร้าวในบางครั้งเป็นการกระตุ้น ลิบิโด (libidinal impulse) ชนิด “ทำลายเพื่อสร้าง” (constructive destruction) คือ ทำลายเพื่อสร้างใหม่ให้ดีกว่าเก่าก็ได้

ความก้าวร้าวอาจเป็นสัญญาณเตือนให้ระวังภัย, กระตุ้น, ยั่วยุ หรือ เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ, เรียกร้องความสนใจหรือเป็นการพยายามบอก หรือโวยวายอย่างเสียจริต, เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความผิดหวัง, เป็นกลไกต่อต้านความวิตกกังวล หรือเป็นเครื่องมือเพื่อความสามัคคีของกลุ่ม และสุดท้าย ความก้าวร้าวอาจเป็นเครื่องยืนยันเอกลักษณ์ (identity confirmation)ก็ได้

เมื่อความก้าวร้าวเป็นสัญลักษณ์ได้หลายประการ เช่นนี้ ความก้าวร้าวก็น่าจะมีทั้งคุณและ โทษ มิได้มีแต่โทษประการเดียว อย่างที่หลายคนฝังใจเชื่อกันมานาน

และเมื่อพิจารณาแง่จิตวิเคราะห์แล้ว ก็ต้องหันมาพิจารณาทางด้านสรีรวิทยาของความก้าวร้าวบ้าง

"ทำไมผู้ชายส่วนมากจึงก้าวร้าวกว่าผู้หญิง? ทำไมอาชญากรส่วนมากจึงเป็นผู้ชาย ?"

เฟรเดอริคสัน กล่าวว่า ในสัตว์ทดลองหนูตัวผู้จะเริ่มแสดงความก้าวร้าว เมื่ออายุย่างเข้าวัยเริ่มผลิตฮอร์โมนเพศผู้พอดี และสัตว์ตัวเมียหลายชนิดจะต่อสู้น้อยครั้งกว่า และน้อยกว่าสัตว์ตัวผู้ ในสัตว์ชั้นสูงหลายชนิด ตัวผู้จะก้าวร้าวกว่าตัวเมีย ตัวเมียจะก้าวร้าวก็ต่อเมื่อถูกคุกคามเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการถูกคุกคามนั้นเกี่ยวข้องกับลูกอ่อน

ในมนุษย์ก็เช่นกัน จะพบว่าเด็กผู้ชายก้าวร้าวกว่าเด็กผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ที่พบได้ในโรงเรียนอนุบาล ลักษณะเช่นนี้ จะคงอยู่จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะว่า เด็กผู้ชายต้องการแยกออกไปจากแม่มากกว่า จึงต้องพึ่งตนเองมากกว่า ทั้งยังจะต้องเป็นฝ่ายสร้าง, ปกครอง และคุ้มครองครอบครัวของเขาเองในอนาคตอีกด้วย

ในระหว่างผู้หญิงด้วยกันนั้น ผู้หญิงซึ่งขาดความมั่นคงทางใจ จะก้าวร้าวมากกว่าและต่อสู้แข่งขันได้มากกว่าผู้หญิงที่มีความมั่นคงทางใจ ตรงกันข้ามกับผู้ชาย ซึ่งถ้าขาดความมั่นคงทางใจจะก้าวร้าวน้อยกว่า และเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ เหนือผู้อื่นได้น้อยกว่าผู้ชายที่มีความมั่นคงทางใจ

นักชีววิทยาและนักจิตวิทยาหลายคน ได้พยายามศึกษาอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชาย ในแง่การแข่งขันต่อสู้ในสัตว์ทดลอง เช่น บีช ได้ตัดอัณฑะของหนูตัวผู้ออกภายหลังการตัด 11 วัน หนูนั้นจะค่อยๆลดการผสมพันธุ์กับตัวเมีย ขณะเดียวกัน ความก้าวร้าวก็ลดลงด้วย เป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่า การลดฮอร์โมนเพศชาย โดยการฉีดเทสโตสตีโรนโปรปิโอเนท หนูตัวผู้จะผสมพันธุ์ถี่ขึ้นและก้าวร้าวมากขึ้น การทดลองของปีแมนก็สนับสนุนข้อมูลดังกล่าวเช่น แต่ต่อมาก็พบว่า ที่สำคัญกว่าฮอร์โมนเพศชาย ก็คือประสบการณ์จากความสำเร็จในอดีตที่เคยได้รับ เป็นผลจากความก้าวร้าว หนูที่เคยได้รับความสำเร็จจากความก้าวร้าวมาก่อน จะก้าวร้าวและต่อสู้ได้ดีกว่าและนานกว่า ถึงแม้จะถูกตัดอัณฑะแล้วก็ตาม

ข้อเท็จจริงที่น่าจะใช้รายงานของทรีอุซสนับสนุนได้ โดยเขาแสดงว่า เทสโทสตีโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ในกระแสเลือดของผู้ชาย มีความสัมพันธ์อย่างมากกับพฤติกรรมก้าวร้าว ยกเว้นความก้าวร้าวที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศเท่านั้น ซึ่งเราน่าจะนำมาใช้กับอาชญากรทางเพศที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น

เเต่นิสัยก้าวร้าวก็ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายอยู่ตลอดไป สก็อตย์และเฟรเดอริคสัน แนะว่า ถ้าครั้งหนึ่งหนูตัวผู้เคยปลูกฝังนิสัยให้ก้าวร้าวและให้ต่อสู้ไว้เป็นอย่างดีแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจะมีผลน้อยที่สุดต่อนิสัยก้าวร้าวนั้น นอกเสียจากว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นจะลุกลามถึงชีวิต หรือถึงขั้นทำให้สัตว์นั้นพิการไป จึงจะมีผลต่อนิสัยก้าวร้าวได้

ครีอุซ ได้ทดลองหาระดับพลาสม่าเทสโทสตีโรนในนักโทษชายฉกรรจ์ที่ก่อคดีอาชญากรรม 21 คน ที่สถาบันปาตูแซงต์แห่งเจสสุป, แมรี่แลนด์ นักโทษเหล่านี้อายุระหว่าง 19-32 ปี มีระดับเชาวน์ปัญญาพอที่จะทำการทดสอบทางจิตวิทยาได้ โดยใช้แบบสอบถามที่รายงานด้วยตนเอง( self- report questionaire) การทดสอบระดับเชาว์ปัญญาโดยวิธีของ WAIS เกิน 90 ทุกคน 10 คนเคยมีการต่อสู้ในคุกเกินกว่า 1 ครั้ง เขาใช้เวลาศึกษา 2 สัปดาห์ โดยเจาะหาระดับเทสโทสตีโรนในพลาสม่า และทดสอบทางจิตวิทยาโดยใช้ Buss-Durkee Hostility Inventory IPAT Anxiety Scale และ Marlowe- Crowne Social Desirability Scale ผลปรากฎว่า ทั้งกลุ่มที่เคยมีการต่อสู้และที่ไม่เคยต่อสู้ในสถาบัน ไม่มีความแตกต่างของระดับเทสโทสตีโรนในพลาสม่า และการทดสอบทางจิตวิทยาโดยวิธีทั้ง 3 ดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับระดับเทสโทสตีโรนในพลาสม่า และไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมต่อสู้กันในคุก แต่พบความสัมพันธ์กันระหว่างการทดสอบวิธีต่างๆกัน กล่าวคือ พวกที่แสดงลักษณะก้าวร้าวในการทดสอบ โดยวิธีวาดรูป ซึ่งรวมทั้ง Buss-Durkee Hostility Inventory ก็จะแสดงความวิตกกังวลออกมา

ในการทดสอบความวิตกกังวลด้วยประวัติจากวัยเยาว์จนถึงอายุ 19 ปี จากเอกสารรายงาน เอฟ.บี.ไอ และ รายงานจากคุกแสดงชัดเจนว่า นักโทษชาย 10 คน ที่มีประวัติก่อคดีร้ายแรงกว่า และก้าวร้าวมากกว่าเมื่อครั้งที่เขาอยู่ในวัยรุ่น มีระดับเทสโทสตีโรนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติซึ่งเป็นการแสดงว่า เทสโทสตีโรนอาจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทางอาชญากรรมในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น

เมื่อกล่าวถึงความก้าวร้าวในทางทำลาย คนทั่วไปมักนึกถึงการทำลายผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเสมอ ซึ่งเป็นลักษณะที่ก้าวร้าวพุ่งออกสู่ภายนอก แต่แท้จริงความก้าวร้าวอาจหันกลับเข้าหาบุคคลนั้นเองหรือพุ่งหาตนก็ได้ ทำให้คนนั้นเกิดอาการซึมเศร้า ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งก็คือ การก้าวร้าวอย่างทำลายเช่นกัน คือ ทำลายตนเอง

ความก้าวร้าวชนิดทำลายตนเองที่พบบ่อยตามหน้าหนังสือพิมพ์ มักเกิดในหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น ซึ่งผิดหวังในความรักแล้วยิงตัวตาย หรือกินยาตาย

นักจิตวิเคราะห์หลายคน รวมทั้งสตอรร์ กล่าวว่า ความนับถือและความภูมิใจในตน (self-esteem) ของมนุษย์เรานี้ ส่วนใหญ่ได้มาแต่วัยเด็ก ถ้าหากมีปัญหาทางอารมณ์ในวัยเด็ก ซึ่งขัดขวางไม่ให้พัฒนาการไปจนถึงระยะความเป็นชายหรือหญิงได้อย่างสมบูรณ์ พอที่จะสามารถรักใครและมีใครรักได้ เขาผู้นั้นก็จะขาดบ่อเกิดของความนับถือและภูมิใจในตน

ความรักนี้สำคัญยิ่งนักที่จะทำให้คนเราเกิดความนับถือและภูมิใจในตน

ฉะนั้น เมื่อผิดหวังในความรัก เขาผู้นั้นจึงรู้สึกเหมือนตนถูกโจมตีอย่างหนัก คนที่ขาดความมั่นคงทางใจจะพึ่งพาผู้อื่นมากกว่า และมีปฏิกิริยาต่อการถูกปฏิเสธความรักในทางเพศรุนแรงกว่าคนปกติ ซึ่งได้ความนับถือและภูมิใจในตนมาเพียงพอแล้วจากความรักของบิดามารดา คนเหล่านี้แม้จะถูกทำให้ช้ำใจและโกรธเพราะ ถูกปฏิเสธรัก ก็จะสามารถปรับจิตใจให้กลับคืนสู่สภาพปกติและหาคู่ใหม่ได้ คนที่รู้สึกว่าตนไม่มีใครรัก และไม่มีใครต้องการเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่าทนถูกปฏิเสธหรือถูกรังเกียจไม่ได้ และจะรุนแรงก้าวร้าวกับตนเอง หรือกับคู่ของตน จนถึงกับยิงคู่รักแล้วยิงตัวตายในที่สุด ความก้าวร้าวอย่างทำลายก็หนีไม่พ้นเรื่องของการขาดความรักจากบิดามารดาแต่เยาว์วัย

สตอรร์กล่าวว่า ไม่น่าเป็นไปได้ ที่จะมีสังคมใดในโลกซึ่งปราศจากการแข่งขันและการต่อสู้ แต่การต่อสู้มิได้หมายความถึง “สงคราม” หรือ “การทำลาย” เสมอไป

เด็กที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนอิสระและพึ่งตนเองได้ต้องมีส่วนของความก้าวร้าว ถ้าเด็กไม่ก้าวร้าวเลยเขาจะต้องพึ่งมารดาไปตลอดชีวิต เขาจะไม่รู้จักโต, เขาจะไม่อาจเป็นปัจเจกชน, เขาจะไม่สามารถปกครองตนเอง, และไม่อาจเป็น “นาย” ของชีวิตได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า เด็กถูกห้ามไม่ให้ทำโน่นทำนี่ หรือ ไม่ห้าจับโน่นหยิบนี่มากมายเกินไป จนเขาเกิดความคับข้องใจ (frustration) ความโกรธและความก้าวร้าวจึงถูกกดเก็บ (repressed) ไว้มากเพราะถูกจำกัด ความก้าวร้าวที่ถูกกดเก็บไว้นั้นอาจมีมากเสียจนเป็นผลร้าย ก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองหรือต่อผู้อื่นในเวลาต่อมา

แนวคิดนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า เด็กที่คับข้องใจน้อยที่สุดจะไม่ก้าวร้าวแท้จริงการณ์กลับตรงกันข้าม กล่าวคือ เด็กที่ได้รับการตามใจและมีเสรีภาพมากเกินไปกลับก้าวร้าวมาก เด็กจะรู้สึกขาดความมั่นคงทางใจ เขาจะไม่แน่ใจในบิดามารดาที่ไม่เคยก้าวร้าวเลย เขาจะรู้สึกว่าบิดามารดาไม่เคยต่อสู้เพื่อปกป้องคุ้มครองเขา อีกประการหนึ่งการขจัดหรือระบายความก้าวร้าวย่อมต้องการฝ่ายตรงกันข้าม ถ้าเด็กไม่มีใครที่เป็นฝ่ายโต้แย้ง, ขัดขืนเขาเสียบ้าง เขาจะรู้จักต่อสู้ดิ้นรนได้อย่างไร

การที่มนุษย์เรามีความเห็นไม่ตรงกัน, มีการขัดแย้งกัน, และมีการแข่งขันในทางสร้างสรรค์เป็นของดี เป็นส่วนของการสร้างเอกลักษณ์ และทำให้มนุษย์ดำรงชีพอยู่ได้ ถ้าเราไม่มีคนอื่นที่คิดและเชื่อ แตกต่าง จากเรา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราคือใคร

ถ้าไม่มี “เขา” แล้วจะมี “เรา” ได้อย่างไร

ความขัดแย้งและความแตกต่างเป็นคุณมากกว่าโทษ ถ้าเรายอมรับความสำคัญข้างต้นดังกล่าว

แล้วทำไมเราจะต้องก้าวร้าวอย่างทำลาย “คน” หรือ “พวก” หรือ “สังคม” ที่ขัดแย้งกับเรา

และถ้าเรายอมรับว่า สังคมใดก็ตามไม่อาจปราศจากการต่อสู้ได้

ทำไมเราไม่ชื่นชมฝ่าย “เขา” และพร้อมที่จะต่อสู้อย่างสร้างสรรค์

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: *จากหนังสือคู่มือ บทความเพื่อสุขภาพจิต ของ แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หน้า 309-316.

22 November 2548

By โดย. แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา/คู่มือบทความสุขภาพจิต

Views, 7483