ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

หญิงเก่งกับอาการเศร้าแฝง

หญิงเก่งกับอาการเศร้าแฝง

โดย. แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
คู่มือ บทความเพื่อสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข


เชื่อว่า ไม่เพียงแต่จิตแพทย์เท่านั้น แพทย์เวชปฏิบัติก็คงเคยพบสตรีนักวิชาชีพ (professional women) ซึ่งมาหาแพทย์ด้วยอาการปวดศีรษะเรื้อรัง หรืออาการบอกเล่าครุมเครือทางกาย (vague somatic complains)โดยแพทย์ตรวจไม่พบสาเหตุจากพยาธิสภาพฝ่ายกาย ประวัติครอบครัวและประวัติส่วนตัวก็ดูเสมอไม่ช่วยบอกดัยนามิค อีกทั้งสามีของเธอก็ไม่เป็นผู้ชายประเภทก่อปัญหา

หรือ ผู้อ่านที่เป็นสตรีนักวิชาชีพเอง บางท่านอาจเคยมีอาการดังกล่าวแต่ไม่ได้เฉลียวใจมาก่อนว่าอาการทางกายเรื้อรังอันไม่พบสาเหตุฝ่ายกายนั้น แท้จริงเป็นลักษณะทางความเศร้าตรงแบบหรือเศร้าแฝง (atypical or masked depression) มีน้อยรายที่สตรีนักวิชาชีพมาหาแพทย์ด้วยอาการเศร้าตรงแบบคือเศร้าและกังวลหรือมาบอกแพทย์ตรงๆว่ามีปัญหาความขัดแย้งทางใจในบทบาทหน้าที่ (role conflict)

ทั้งนี้ ผู้เขียนมิได้หมายความว่าสตรีนักวิชาชีพทุกคนจะต้องมีปัญหา>คาดว่าสตรีนักวิชาชีพจำนวนมากมีความขัดแย้งทางใจ แต่มีบางคนเท่านั้นที่ความขัดแย้งทางใจรุนแรง หรือ รบกวนเธอมากจนทำให้เกิดอาการเศร้าโดยตรง หรือ อาการเศร้าแอบแฝง ผู้มีปัญหาความขัดแย้งทางใจอาจไม่รู้ตัวในจิตสำนึก ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจสังคมและด้านครอบครัวก็ดูเสมอเอื้อต่อสุขภาพจิตของเธอเป็นอย่างดีทำให้ทั้งเธอเองและแพทย์ไม่เข้าใจสมุฏฐานของอาการนั้นแตกต่างจากผู้ป่วยหญิงอื่นๆ ที่ไม่ใช่สตรีนักวิชาชีพซึ่งแพทย์พบได้เสมอว่ามีอาการปวดหรืออาการทางกายคลุมเครือเรื้อรัง แต่แพทย์มักพอจะค้นหาสาเหตุของความเศร้าแฝงได้ เช่นสาเหตุทางชีววิทยา, การสูญเสีย, ภาวะเศรษฐกิจสังคม, หรือปัญหาครอบครัว

ผู้เขียนและเพื่อนจิตแพทย์เคยพบผู้ป่วยลักษณะดังกล่าว จึงได้ศึกษางานขอผู้สนใจในถิ่นอื่นของโลกให้ท่านพิจารณา

ปัญหาความขัดแย้งภายในของสตรีนักวิชาชีพมักมีต้นตอจากความสับสนในการแยกเอกลักษณ์สตรี (feminine identification) และจากความต้องการพึ่งพิงผู้อื่นซึ่งไม่สมหวังถูกกดเก็บไว้ในส่วนลึก ทั้งๆ ที่ลักษณะภายนอกของเธอบ่งบอกความสามารถสมบูรณ์พอเพียง แทบจะไม่ต้องกล่าวว่าบทบาทดั้งเดิมของสตรีทั่วโลกได้แปรเปลี่ยนไปมากทุกด้าน นับแต่มีการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังของกลุ่มสตรีหลัง ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา สตรีนักวิชาชีพทวีจำนวนอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากบทบาทหน้าที่ ค่านิยม และวัฒนธรรมทางเพศก็เปลี่ยนไปอย่างมากเกือบทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ปัญหาหรืออาการที่นำผู้หญิงมาพบแพทย์ก็เปลี่ยนรูปแบบไป

มูลตันพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ. 1965 โรงเรียนแพทย์มีนักศึกษาหญิงเพียง 5% แต่ในปี ค.ศ. 1977 โรงเรียนแพทย์มีนักศึกษาหญิงปีแรกถึง 24% เขาให้ข้อสังเกตน่าสนใจจากงานฝ่ายรักษาอีกด้วยว่า ระหว่างช่วง ค.ศ. 1950 ถึง 1960 ผู้หญิงมาหาจิตแพทย์ด้วยปัญหาส่วนใหญ่ 3 ประการ คือ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (frigidity), การเลี้ยงบุตร, การอยากแต่งงานแต่ไม่สมปรารถนา

ครั้งถึงช่วงเวลาหลัง ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา ผู้หญิงส่วนใหญ่มาหาจิตแพทย์ด้วยปัญหา 4 ประการ คือ

1. มีความขัดแย้งทางใจ (conflict) ระหว่างวิชาชีพกับเอกลักษณ์ส่วนบุคคล(personal identity)

2. การหย่าร้าง

3. การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่นนอกจากคู่ของตน

4. การหลีกเลี่ยงไม่แต่งงาน ด้วยเธอเล็งเห็นการแต่งงานเป็นประหนึ่ง “กับดัก”

การเคลื่อนไหวของสตรีค่อนข้างขัดแย้งกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่เคยเชื่อกันมาตั้งแต่ยุคฟรอยด์ ฟรอยด์พูดถึงหญิงในแง่อิจฉาอวัยวะเพศชาย (penis envy) โดยสรุปว่า หากหญิงใดไม่พอใจบทบาทหน้าที่ตามจารีตประเพณีของสตรีเพศ หญิงนั้นน่าจะเป็นผู้ไม่สามารถปรับตัวในด้านความด้อยกว่าทางเพศ (sexual inferiority) นั่นคือ ในจิตไร้สำนึกเธอปรารถนาจะมีองคชาต เช่นชาย แต่ยุคหลังนี้นักจิตวิเคราะห์หลายคนไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของฟรอยด์ ผู้นำเด่นๆได้แก่ คาเร็น ฮอร์นีย์ ซึ่งเป็นสตรีนักวิเคราะห์ผู้ริเริ่มก่อตั้งและเป็นคณบดีคนแรกของสถาบันจิตวิเคราะห์แห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นบรรณาธิการคนแรกของ American Journal of Psychoanalysis ฮอร์นีย์มิได้มองแต่เรื่องอิจฉาองคชาตเพียงแง่เดียว เธอมีความเห็นว่า ผู้หญิงมีพัฒนาการโดยเฉพาะของเธอเอง ผู้หญิงมิได้เป็นเพียงด้านด้อยกว่าและด้านพร่องของผู้ชายอย่างเช่นฟรอยด์กล่าวไว้ในสมัยของเขา ยิ่งกว่านั้น เธอวิเคราะห์ผู้ชายว่าในจิตไร้สำนึกผู้ชายก็อิจฉาผู้หญิง กล่าวคือ อิจฉาการตั้งครรภ์, การให้กำเนิดทารก, การเป็นมารดา และการให้นมบุตร การเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของสตรียุคปัจจุบัน จึงอาจเกิดผลกระทบต่อทั้งหญิงและชายมากน้อยในวัฒนธรรมต่างๆกัน

ทั้งสิย์มอนด์ และมูลตัน พบว่า สตรีนักวิชาชีพยุคใหม่มีความวิตกกังวลมากหรือมีความเศร้า จนตัดสินใจมาพบแพทย์แม้ในประเทศตะวันตก ผู้หญิงก็ถูกสอนมาแต่วัยเด็ก ให้ทำตัวแลดูน่ารัก, สวยงาม, ให้เอาใจใส่ผู้อื่น, ไม่ทำตัวแกร่ง, กร้าว หรือ เก่งกล้า เพราะว่า พ่อแม่กลัวว่าเธอจะไม่ได้แต่งงาน ผู้หญิงไทยก็เช่นกัน เธอได้ยินและได้อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาแต่เยาว์วัย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดแบบถูกครอบว่า ไม่บังควรแสดงความสามารถเหนือผู้ชาย เพราะจะช่วยขับไล่ผู้ชายให้วิ่งหนีไปเสียหมด ผู้หญิงสติปัญญาสูง, เป็นใหญ่ เด่นเหนือกว่า ฯลฯ มักถูกวิจารณ์เชิงวิเคราะห์ว่า “castrating” (ผู้เขียนยอมรับว่ายังไม่สามารถหาคำไทยที่ถึงพร้อมทั้งความไพเราะเชิงภาษา และความเหมาะสมเชิงวิชาการจิตวิเคราะห์มาทดแทนคำนี้ได้) ผู้ชายยุคปัจจุบันไม่น้อยจึงปรากฏอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (impotence) เมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงที่เรียกร้องและก้าวร้าว เนื่องจากเกิด “castration anxiety”

จูดิธ บาร์ดวิค นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแนะว่า ผู้หญิงเองควรเข้าใจรากฐานของแรงจูงใจ และสาเหตุความวิตกกังวลของตนเอง กับทั้งค้นหาเหตุผลความขัดแย้งทางใจ เพื่อเลือกทางเดินชีวิตของตน ผู้หญิงบางคนในจิตสำนึกเข้าใจว่าตนต้องการความสำเร็จสูงส่ง แต่แท้จริงในส่วนลึกเธอปรารถนาความรัก และความยกย่องจากผู้อื่นอันเป็นผลพลอยได้จากความสำเร็จมากกว่า กล่าวคือความสำเร็จมิได้เป็นเป้าหมายปฐมภูมิของเธอ

ฉะนั้น ผู้หญิงที่ไม่เข้าใจตนเอง หรือผู้หญิงที่มีคู่ซึ่งไม่เข้าใจเธอ อาจเกิดความวิตกกังวลหรือความเศร้าทั้งโดยตรง หรือแบบแฝง เช่น อาการป่วยเรื้อรังดังกล่าวข้างต้น ทฤษฎีจิตวิเคราะห์มีส่วนช่วยให้เข้าใจพื้นฐานของปัญญานี้ได้บ้าง แม้ว่าบางท่านอาจลังเลที่จะคอยตาม อย่างไรก็ดี ประสบการณ์และแนวคิดของนักจิตวิเคราะห์อาจเป็นประโยชน์ หากท่านนำไปร่วมพิจารณาประกอบกับทฤษฎีอื่นๆ แต่พึงสังวรว่า วัฒนธรรมเป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลต่อพื้นฐานทางจิตใจทั้งในผู้ที่มีสุขภาพจิตดีและผู้มีปัญหาสุขภาพจิต

เรายังไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้ทฤษฎีของชาวตะวันตก ทั้งนี้ เนื่องจากจนกระทั่งถึงวันนี้เท่าที่ทราบกับดีในวงการจิตเวช ยังไม่มีผู้ใดในแผ่นดินไทยได้ชื่อว่าเป็นนักจิตวิเคราะห์ ในภาคปฏิบัติส่วนมาก เราใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ช่วยในการรักษาผู้ป่วยบางรายด้วยวิธีจิตบำบัดจิตวิเคราะห์ (psychoanalytically – oriented psychotherapy) เท่านั้น ในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทยเรา การรักษาแบบจิตวิเคราะห์บริสุทธิ์เป็นงานฟุ่มเฟือย สิ้นเปลืองทั้งเวลาและกำลังคนมากมายนัก แม้ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่น เดนมาร์ก ซึ่งมีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรสูงกว่าเราถึง 45 เท่า จิตแพทย์ส่วนใหญ่ของเขาก็ไม่นิยมการรักษาแบบจิตวิเคราะห์บริสุทธิ์ เพราะเขาเห็นว่าสิ้นเปลืองด้วยประการทั้งปวงในขณะที่รักษาผู้ป่วยได้จำนวนน้อย

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ก็มีส่วนอำนวยความสะดวกหากรู้จักใช้อย่างเหมาะสม การนำทฤษฎีจิตวิเคราะห์ไปประยุกต์ใช้กับทฤษฎีทางชีววิทยาและสังคม-วัฒนธรรม (socio-cultural) จะได้ประโยชน์มากกว่ายึดมั่นในแนวคิดจากทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งเพียงทฤษฎีเดียวอย่างแน่นอน เพราะว่าแนวคิดปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวคิดล่าสุดด้านสาเหตุของความวิตกกังวลและความเศร้า แสดงลักษณะ ผสมผสาน ของทฤษฎีร่วมกัน ทั้งด้านชีววิทยา, จิตวิทยา และสังคม-วัฒนธรรม ซึ่งรวมเรียกง่ายๆ เพียงคำเดียวว่า “biopsychosocial” นั่นเอง

ดังนั้น ทฤษฎีจิตวิเคราะห์จึงเอื้อประโยชน์ให้เราสามารถเข้าใจภาคหนึ่งของบุคคล คือภาคพื้นฐานทางจิตใจและบุคลิกภาพในเรื่องของสตรี ซึ่งแนวคิดเปลี่ยนไปจากแนวของฟรอยด์ดังกล่าวแล้ว สอลซแมน กล่าวว่า ผู้หญิงมีโครงสร้างบางอย่างทางชีววิทยาซึ่งธรรมชาติได้จัดเตรียมมาให้ดีกว่าผู้ชาย เช่น มีระบบประสาทผันแปรได้ง่ายกว่า และมีระบบประสาทกลางตอบสนองได้ดีกว่า ฉะนั้น เธอจึงสามารถจัดการกับวิกฤตการณ์แห่งชีวิต เช่นการมีระดู การตั้งครรภ์ การคลอดได้เป็นอย่างดี

ฝ่ายเจนเวย์ ได้พูดถึงคาเร็น ฮอร์นีย์ในด้านแนวคิดอีกแง่หนึ่ง คือ ลักษณะ masovhist ของผู้หญิง ในทำนองได้รับอิทธิพลจากความกดดันทางสังคมสถานการณ์ทางวัฒนธรรมบีบให้ผู้หญิงยึดถือความรักเป็นค่านิยมแต่เพียงอย่างเดียวที่มีความสำคัญต่อชีวิต จึงเห็นได้ว่า ผู้หญิงส่วนมากมักกลัวความแก่ ผู้หญิงขาดความมั่นคงทางใจในเรื่องทั่วไป และผู้หญิงประเมินค่าตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง

ความกังวลหรือความเศร้าของสตรีร่วมสมัยของเราเริ่มปรากฏมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเธอได้รับความบีบคั้นมากขึ้น ผู้หญิงสมัยใหม่ถูกสังคมหล่อหลอมความคิดให้เข้าใจว่า ตนเองสามารถเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบได้ทุกอย่างพร้อมในเวลาเดียวกัน คือ เป็นมารดา, ภรรยา และนักวิชาชีพได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง แต่ความจริงผู้หญิงหาได้เป็นบุคคลวิเศษเกินมนุษย์ไม่ เอ็ปสไตน์ ทำงานวิจัยไว้หลายชิ้นเกี่ยวกับสตรีนักกฎหมายและทนายความของสหรัฐอเมริกา เธอกล่าวว่า หญิงผู้มีพละกำลังมหาศาลเป็นพิเศษเท่านั้น จึงจะสามารถทำงานบ้านและวิชาชีพได้บริบูรณ์สมความคาดหวัง สิย์มอนด์ วิจารณ์ว่า เนื้อแท้ผู้หญิงเหล่านั้นมิได้มีพละกำลังมหาศาลเป็นพิเศษแต่อย่างใด หากแต่เธอมีการดิ้นรนอย่างล้ำลึกภายใน และเอกลักษณ์ของผู้หญิงเหล่านั้นแยกออกเป็นสองส่วน (split in her identity)

สิย์มอนด์พบว่า สตรีนักวิชาชีพหลายคนผู้ซึ่งภายหลังแต่งงานยอมให้ความเจริญส่วนบุคคลเสื่อมถอยลง ขณะเธอหันไปปรนนิบัติสามีและครอบครัวบางคนจึงมีความทุกข์, เศร้า, หรือปรากฏอาการต่าง ๆ โดยตรวจไม่พบพยาธิสภาพฝ่ายกาย แพทย์สตรีผู้หนึ่งไปหาสิย์มอนด์ด้วยความโกรธที่ถูกกดเก็บ เธอมีอาการเศร้า, นอนไม่หลับปวดศีรษะเป็นนิจ แถมหย่อนสมรรถภาพทางเพศ สิย์มอนด์พบว่า เธอมีความขัดแย้งทางใจ ต้องยอมทิ้งงานที่ตนเองพอใจเพื่อย้ายตามสามีซึ่งเป็นแพทย์เช่นกัน โดยสามีเป็นฝ่ายได้งานที่เขาเลือกและพอใจ ส่วนเธอเองนอกจากจะต้องฝืนใจทำงานแขนงที่ตนไม่ชอบแล้วยังต้องทำงานบ้านอีกด้วย

ผู้หญิงอาจเกิดอาการเศร้าถ้าหากในวัยเด็กเธอถูกแม่ปล่อยให้ช่วยตัวเองและรับผิดชอบเร็วเกินไป (precoccious self-sufficiency) เช่น ถูกใช้ให้เลี้ยงน้อง หรือ ให้เดินทางไปโรงเรียนตามลำพังในขณะที่เธอเองก็ยังเยาว์มาก และยังต้องการให้แม่โอบอุ้มฟูมฟักเธออยู่บ้าง เมื่อได้แต่งงานโดยเฉพาะเมื่อได้บุตร ซึ่งเป็นการยืนยันเอกลักษณ์ทางสตรีเพศของเธอ เธอจึงดูสุขสบายดี ครั้งเวลาผ่านไป เธอได้รับการดูแลใส่ใจน้อยลงทุกที มิหนำซ้ำยังเก็บกดความต้องการของตนเองไว้ (repressed needs) เพื่อทุ่มเททุกอย่างให้แก่สามีและบุตร เธอจึงเสมือนมีคลื่นใต้น้ำอยู่ในจิตไร้สำนึก

สตรีนักวิชาชีพบางรายกดเก็บความโกรธและความแข่งกับสามีอยู่ภายในโดยไม่รู้ตัว (repressed anger and competitveness) โดยเธอไม่เคยได้รับตอบสนองความต้องการของตนเองเลยตั้งแต่วัยเยาว์แห่งชีวิต เธอจึงอาจแสดงอาการเศร้าหรืออาการเศร้าแฝงในรูปอาการฝ่ายกาย อีกทั้งอาจโกรธและกล่าวโทษผู้ชายอื่นทั่วไปหมด

หญิงผู้มีสามีบรรลุวุฒิภาวะ (mature) และเข้าใจพื้นฐานทางจิตใจของสตรีดีพอควรจึงได้เปรียบเพื่อนร่วมสมัยบางคนของเธอ ซึ่งมีสามีประเภทเรียกร้อง (demanding) และยังมีลักษณะทารกหลงเหลืออยู่มาก ผู้หญิงพวกนี้มีโอกาสเกิดอาการเศร้าโดยตรงหรืออาการเศร้าแฝงได้มากกว่า

เลอร์เนอ ก็กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า ผู้ชายบางคนอยากให้ภรรยามีลักษณะเอาใจและฟูมฟักเขาเหมือนแม่ของเขา คือ ทำความสะอาด, ให้อาหาร, เข้าใจและเห็นใจเขา, อ่อนโยนกับเขา, ทำให้เขาอบอุ่นและสุขสบายด้วยประการทั้งปวง แต่ทว่าเธอจะต้องไม่มีลักษณะ 3 ประการ คือ จะต้องไม่มีอำนาจ (power), ไม่มีความเหนือกว่า (domineering), และไม่มีการควบคุม (control) ซึ่งแท้จริงทั้งหมดนั้นเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในมารดาของทารกทุกคน พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาอยากได้แต่ส่วนที่ดีต่อตัวเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่โดนธรรมชาติอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม่เป็นที่พึ่งปฐมภูมิ (primary object of dependency) ของทารก ซึ่งจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติทั้งสองด้านคือ ทั้งด้านที่เขาชอบและด้านที่เขาไม่ชอบ จึงจะสามารถเลี้ยงดูให้ทารกนั้นรอดชีวิตจนเติบใหญ่ช่วยตัวเองได้

ปัญหาสุดท้ายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสตรีเพศ คือ ความต้องการมีบุตร แต่เดิมเรามักลำเอียงไปข้างความเชื่อว่า ผู้หญิงปกติย่อมอยากมีลูก ถ้าใครแต่งงานแล้วไม่อยากมีลูกน่าจะมีความผิดปกติ ปัจจุบันชาวตะวันตกมีแนวคิดยอมรับมากขึ้นว่า สตรีนักวิชาชีพที่ไม่อยากมีบุตรมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเธอตั้งเป้าหมายชีวิตไว้กับงาน วิชาชีพและมุ่งมั่นความเจริญส่วนบุคคลของเธอเอง จึงไม่น่าถือว่าเธอมีความผิดปกติ

ผู้เขียนมีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน คือ พบว่าปัจจุบันผู้หญิงไทยนักวิชาชีพซึ่งไม่ปรารถนามีบุตรได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าสังเกต และไม่พบว่าเธอเหล่านั้นมีจิตพยาธิสภาพแต่อย่างใด ความไม่ปรารถนาอยากมีบุตรของผู้หญิงจะเกิดเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อขัดแย้งอย่างรุนแรงกับความปรารถนาของสามีที่อยากมีบุตร แล้วทั้งสองฝ่าย ไม่สามารถ ขจัดผลในทางลบของความขัดแย้งนั้นได้ ผู้หญิงที่ไม่มีลูกจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็น “ผู้หญิงแบบผู้ชาย” เสมอไป บาร์ดวิค กล่าวว่า ผู้จะสามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตอันเขาจะพึงพอใจ สร้างสรรค์และมีความเจริญส่วนบุคคล จำเป็นจะต้องมีความผสมผสานระหว่างลักษณะของทั้งเพศชายและเพศหญิง

มูลตัน มีความเห็นเชิงชวนให้คิดตามว่า เราไม่จำเป็นจะต้องชี้แนะให้สตรีผู้พึงพอใจและมีความสุขกับผลงานในบ้านของเธอดีอยู่แล้ว วิ่งออกมาต่อสู่นอกบ้าน โลกเราต้องการพลโลกทั้งหญิงและชายหลายแบบนานับประเภท เราควรช่วยผู้ปรารถนาเปลี่ยนทางเดินชีวิตเพื่อให้เขามีความสุขกว่าสภาพที่เขาเคยเป็นอยู่ แรงจูงใจมูลฐาน (basic motivation) เพื่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในชีวิตของเขาควรมาจากตัวของเขาเอง ผู้หญิงบางคนเมื่อเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตที่เธอได้พิจารณาให้เหมาะสมกับตัวเธอเองแล้วได้กลายเป็นผู้มีความสุขและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น

การช่วยเหลือนักวิชาชีพผู้มีปัญหาความขัดแย้งทางใจ ซึ่งทำให้เกิดอาการกังวลหรือเศร้า จึงมิใช่เพียงให้ยาสงบประสาท หรือ ยาแก้เศร้าเท่านั้นความเข้าใจจิตวิเคราะห์พื้นฐานจะมีส่วนช่วยให้แพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยหญิงได้มากขึ้นและง่ายขึ้น

อีกทั้ง.....ช่วยให้ผู้หญิงรู้จักตนเองดีขึ้น ช่วยให้ผู้ชายเข้าใจผู้หญิงดีขึ้น ทั้งนี้...มิใช่เพื่อสุขภาพจิตของผู้หญิงเท่านั้น แต่เพื่อสุขภาพจิตของมวลชนทั้งปวง เพราะผู้หญิงเกือบครึ่งโลกเป็น หรือ กำลังจะเป็นมารดาหรือภรรยา หรือ “เพื่อน” ของผู้ชายอีกครึ่งโลก เมื่อผู้หญิงสุขภาพจิตดี เธอย่อมสามารถเจือจานประโยชน์สุขแก่ผู้หญิงด้วยกัน และแก่ผู้ชายซึ่งเป็นเพื่อน , สามี และเป็นบุตรของเธออีกด้วย

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: จากบทความเพื่อสุขภาพจิต ของ แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หน้า 294-305.

24 พฤศจิกายน 2548

By โดย. แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา/คู่มือบทความสุขภาพจิต

Views, 6900