ขอน้อมเกล้าฯถวายอาลัยส่งดวงพระวิญญาณพระองค์ เสด็จฯสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าข้าราชการ และลูกจ้าง กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

บทความด้านสุขภาพจิต

ถ้าจำเป็นต้องหย่าร้าง

ถ้าจำเป็นต้องหย่าร้าง

โดย แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
จากบทความเพื่อสุขภาพจิต สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต


สถิติการหย่าร้างในประเทศไทยสูงขึ้น เช่นเดียวกับในหลายๆประเทศทั่วโลก การหย่าร้างเป็นการสิ้นสุดอย่างหนึ่งของชีวิตสมรส แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตการเป็นทั้งพ่อแม่ในคนเดียวกัน ( Single parent ) ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายก็ตาม

ชีวิตสมรสอาจสิ้นสุดได้ แต่ครอบครัวจะสิ้นสุดมิได้ ครอบครัวจะดำรงอยู่ต่อไปโดยมีผู้นำที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในคนคนเดียวกัน ไม่ว่าลูกจะอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

หากจำเป็นจะต้องหย่าร้างโดยหลีกเลี่ยงมิได้ โดยพิจารณาเห็นแล้วว่าการหย่าร้างเป็นทางออกสุดท้ายของปัญหา คู่สมรสพึงเตือนตัวเองไว้เสมอว่า แม้ชีวิตสมรสจะสลายตัว ครอบครัวจะไม่มีวันสลายตาม

พ่อแม่อาจหย่าร้างกันได้ แต่ทั้งพ่อและแม่จะไม่มีวันหย่าร้างจากลูก คนเราอาจยุติการเป็นสามีภรรยากันได้ แต่จะยุติการเป็นพ่อแม่มิได้เป็นอันขาด ทั้งสองคนยังเป็นพ่อและแม่ของลูกตลอดไป ทั้งสองจะต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อลดปัญหาที่อาจตามมาเป็นผลพวงของการหย่าร้างให้เกิดผลกระทบต่อลูกน้อยที่สุด

การหย่าร้างไม่ควรเป็นผลสืบเนื่องจากอารมณ์ชั่ววูบของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยามโกรธ, ยามน้อยใจ, ยามแค้นใจคนเรามีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดอย่างมากการพิจารณาว่าจะอย่าร้างจึงมิใช่เรื่องด่วนแต่อย่างใด

เมื่อเกิดปัญหาในชีวิตสมรส ก่อนอื่นสามีภรรยาควรเจรจาสื่อความรู้สึกและความคิดซึ่งกันและกัน ช่วยกันหาทางแก่ไข ไม่เก็บสะสมไว้เป็นดอกเบี้ยทบต้นหากจำเป็นควรแสดงหาความช่วยเหลือ เช่น โดยการปรึกษาผู้รู้ หรือผู้ทำงานในองค์กรที่ช่วยเหลือครอบครัว ในกรณีสุดวิสัย ที่จะหลีกหลีกการอย่าร้าง ทั้งคู้จะต้องเตรียมตัวและเตรียมลูกให้พร้อมก่อนการอย่าร้างเพื่อป้องกัน หรืออย่างน้อยก็ช่วยลดปัญหาจากผลกระทบที่อาจเกิดแก่ลูกให้เหลือน้อยที่สุด

การเตรียมตัวก่อนอย่าร้าง

1. เตรียมปรับตัวต่อค่านิยมของสังคม

1.1 สังคมไทยแต่โบราณไม่ยอมรับการอย่าร้าง ถ้าปรึกษาผู้ใหญ่ มักจะถูกคัดค้านไว้ก่อนเสมอโดยให้น้ำหนักน้อยแก่ข้อมูลและความรุนแรงของปัญหา ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่มีเจตคติในทางลบ ด้านเดียวต่อการหย่าร้าง โดยเฉพาะต่อฝ่ายหญิง จนถึงกับใช้คำว่า “แม่ม่ายผัวทิ้ง” ปัจจุบันอาจเป็นเพราะว่าบทบาทหน้าที่ของสตรีเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐสังคม ผู้หญิงพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องทนเป็นทาสในเรือนเบี้ยของผู้ชายบางคนอีกต่อไป จึงอย่าร้างได้ง่ายกว่าสตรีสมัยคุณย่าคุณยาย

1.2 อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงไทยก้าวไปเร็วกว่าค่านิยมของสังคม การอย่าร้างจึงไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยเท่าที่ควร แม้ว่าสังคมเริ่มจะเข้าใจและมีความคิดกว้างขึ้น ผู้ที่คิดจะอย่าร้างจึงควรเตรียมใจเผชิญกับความไม่ยอมรับของสังคม โดยเฉพาะฝ่ายหญิง วิธีเตรียมตัวที่ดีอย่างหนึ่งคือ การบอกตนเองว่า “ฉันได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ฉันได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว คนอื่นอาจไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาอาจไม่รู้ว่าฉันได้พยายามแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดแล้ว ความจริงคนอื่นเขามีเจตนาดีอย่างเห็นเราอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างมีความสุข ตามค่านิยมของเขาเท่านั้นเองแต่เขาไม่มีโอกาสเข้าใจสถานการณ์ของเรา”

1.3 ภายหลังการอย่าร้างใหม่ๆ คู่หย่าร้างมักจะถูกถามคำถามต่างๆนาๆ ซึ่งอาจรบกวนจิตใจหรือทำให้รู้สึกรำคาญ อันที่จริงคนอื่น ไม่ควร ถามถึงหรือออกความเห็นเรื่องนี้ภายหลังผ่านขั้นตอนตัดสินใจไปแล้ว เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อันใดแล้วยังอาจเป็นการสะกิดแผลใจและเป็นการเสียมรรยาทอีกด้วย คำพูดหรือจดหมายที่ดีที่สุด เมื่อทราบว่าเพื่อนหรือญาติของเราหย่าแล้วน่าจะเป็นไปในทำนองให้กำลังใจ เช่น “ ได้ทราบข่าวของการอย่าของเธอแล้ว ขอให้เธอตั้งตนชีวิตใหม่ที่มีความสุขมีอะไรจะให้ช่วยขอให้บอก” ไม่ควรพูดแสดงความเสียใจ เพาระจริงๆแล้วเขาอาจดีใจก็ได้ที่พ้นทุกข์เสียที แต่ก็ไม่ควรแสดงความยินดี แม้จะรู้ว่าเขาแอบยินดีอยู่ในใจ

เรื่องการอย่าร้างไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นควรแสดงความยินดี หรือแสดงความเสียใจแต่อย่างใดทั้งสิ้น

2. เตรียมปรับตัวต่อปัญหาเศรษฐกิจ

2.1 คงมีคู่สมรสจำนวนน้อยที่จะไม่มีปัญหาเศรษฐกิจภายหลังการหย่าร้าง คนเหล่านั้นมีปัญหาพิเศษว่าจะต้องแบ่งสินสมรสกี่ล้านบาทถึงจะดี ซึ่งไม่อยู่ในครอบเขตของหัวข้อนี้ คู่สมรสส่วนมากโดยเฉพาะฝ่ายที่มีรายได้น้อยกว่า จะเกิดปัญหาการเงินในการเลี้ยงลูกไม่มากก็น้อย หรือบางคนแม้แต่จะเลี้ยงตนเองให้รอด ควรทำความตกลงที่มีผลตามกฎหมายเสียก่อน ในขณะเดียวกันหาทางช่วยตนเอง โดยเพิ่มรายได้ให้สามารถพึ่งตนเองได้เต็มที่ เช่นทำงานพิเศษบางอย่าง โดยคำนึงถึงเวลาที่ต้องใช้ในการอบรบเลี้ยงดูลูกด้วยมิฉะนั้น เด็กจะยิ่งรู้สึกถูกทอดทิ้ง ถ้าลูกยังเล็กมากควรหางานที่รับมาทำที่บ้านได้ เช่น การรับปักเสื้อโหล, กระประดิษฐ์ดอกไม้ เป็นต้น

2.2 ขอย้ำว่า การเงินไม่ใช่เรื่องเล็ก การวางแผนรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมากในระยะเตรียมตัวก่อนหย่าร้าง ผู้หญิงหลายคนมีความทุกข์เนื่องจากไม่ได้วางแผนแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้ก่อน เมื่อวางแผนแล้วต้องลงมือขวนขวายติดต่อเพื่อปรับรายได้ทันที เพื่อนและญาติเป็นผู้ที่เราอาจขอความช่วยเหลือได้ เขาจะให้ข้อมูลแหล่งงานและอาจฝากฝังให้ด้วย

2.3 มีข้อยกเว้นบางกรณีที่ฝ่ายหนึ่งสบายขึ้น มีเงินใช้มากขึ้นหลังการหย่าร้าง เช่น ในกรณีที่สามีไม่ทำมาหากิน เอาแต่เล่นม้าโดยรีดไถเงินจากภรรยา ซึ่งคอนสาแหรกจนบ่าลู่เดินขายขนมหาบแร่เลี้ยงครอบครัว

3. เตรียมปรับอารมณ์และจิตใจ

3.1 “แม่ม่ายผัวหย่า” กับ “แม่ม่ายผัวตาย” มีความทุกข์จากการสูญเสียด้วยกันทั้งคู่ แต่พื้นฐานความรู้สึกจะแตกต่างกัน การหย่าร้างเป็นการจากเป็น เป็นการจากที่อาจมีความโกรธ, ความผิดหวัง, และความรู้สึกเสียหน้าเจือปนอยู่ด้วย ไม่เหมือนการตายจากไปซึ่งสังคมยอมรับ และญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่างก็แสดงความเห็นใจ ยื่นมือช่วยเหลือ ทุกคนล้วนให้กำลังใจแก่พ่อม่ายหรือแม่ม่ายที่คู่ตายไป แต่ผู้เป็นม่ายจากการหย่าร้างจะรู้สึกอ้างว้าง, โดดเดี่ยว, ด้วยว่าถูกทิ้งให้เผชิญความทุกข์อยู่แต่เดียวดายไร้ผู้คนล้อมรอบแสดงความเห็นใจ

ถ้าผู้คิดจะหย่าร้างเข้าใจสถานการณ์ที่ตนจะต้องเผชิญ เตรียมใจปรับตัวก็จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตกาลของชีวิตไปได้ด้วยดี

3.2 การหย่าร้างทุกกรณีมีผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจ ไม่ว่าตนจะเป็นฝ่ายเสนอหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเคยรู้สึกโกรธแค้นชิงชังอย่างไร การหย่าร้างก็มีความหมายในทำนองสูญเสียอยู่นั่นเอง คนที่หย่าร้างใหม่ๆจะมีความรู้สึกคล้ายๆกัน ดูเสมือนว่าได้สูญเสียอะไรบางอย่างที่เคยอยู่ใกล้ใจของตน และรู้สึกเสมือนว่าตนพ่ายแพ้ หรือ ล้มเหลว แม้ว่าจะชนะคดีก็ตาม ทั้งนี้ เพราะ เมื่อตอนแต่งงานเราเคยรู้สึกว่า “ได้” เขา หรือ เธอ มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และไม่ว่าเขาจะเลวร้ายเพียงใดเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว บัดนี้ ส่วนหนึ่งนั้นได้หลุดลอยไปจากครอบครัวของเรา ความรู้สึกสูญเสียวอาจทำให้รู้สึกเศร้า, เหงา, ว้าเหว่ เป็นปฏิกิริยาซึ่งในคนปกติมักใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็จะค่อยๆทุเลาลง หากซึมเศร้ารุนแรงมากและกินเวลายาวนานควรปรึกษาแพทย์อาจเป็นอาการของโรคซึมเศร้าได้

3.3 การปรับตัวที่เหมาะสม คือ ไม่ปฏิเสธความรู้สึกของตน ทำใจยอมรับว่า รู้สึกสูญเสีย, โกรธหรือว้าเหว่ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาธรรมดา ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้แสดงว่าตนเองพ่ายแพ้ หรือ ล้มเหลวแต่อย่างใด การหย่าร้างไม่ใช่การแข่งขันจึงไม่มีการแพ้ชนะ การหย่าร้างเป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต ที่ทั้งสองฝ่ายได้พิจารณาเป็นอย่างดีก่อนการตัดสินใจ เพื่อลดความทุกข์และปัญหาให้เบาบางลงเท่านั้น

3.4 บางคนอาจรู้สึกว่าตนเองไร้ค่าเพราะถูกทิ้งไปหรือถูกปฏิเสธ อาจเกิดความคิดใจเชิงดูถูกตนเองว่าไม่สามารถเป็นที่รักที่ต้องการของใครๆได้ ถ้าเกิดความคิดอย่างนี้ต้องเตือนตัวเองให้คิดเสียใหม่อย่างมีเมตตาต่อตนเองว่า การหย่าร้าง มิใช่ เครื่องตัดสินค่าของความเป็นคน การหย่าร้างเพียงแต่แสดงว่าคนสองคนได้พิจารณาถ่องแท้แล้วว่าการยุติการอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาจะช่วยให้เขาทั้งคู่มีความสงบสุขและพอใจในชีวิตมากกว่าที่เป็นอยู่ และการที่คนสองคนมิได้ร่วมกันฉันสามีภรรยาก็มิได้หมายความว่าเขาทั้งสองจะต้องเป็นศัตรูกัน การหย่าร่าง มิใช่ การทำสงคราม คนสองคนยังมีศักดิ์ศรีและคงคุณค่าของความเป็นคนอยู่อย่างสมบูรณ์ คนสองคนจึงเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ยังให้เกียรติแก่กันและกันได้

3.5 ภายหลังการหย่าร้างใหม่ๆ ทั้งสองฝ่ายอาจรู้สึกบอบช้ำทางใจไม่มากก็น้อย เพื่อนและญาติสนิทอาจช่วยให้กำลังใจได้เป็นอย่างดี ควรไปมาหาสู่เพื่อนและญาติให้มากขึ้น อาจไปตากอากาศด้วยกันเป็นกลุ่ม นัดพบปะสังสรรค์เป็นครั้งคราวและในระยะแรกๆไม่ควรไปในสถานที่ที่เคยไปกับคู่ของตนที่หย่าร้างแล้ว เพราะอาจเกิดความสะเทือในใจ ความรู้สึก “ขาด” เขาหรือเธอก็จะรุนแรงขึ้นด้วย วันเวลาที่ผ่านไปจะช่วยลดความสะเทือนใจได้ หากยอมรับความจริงว่า ธรรมชาติของบาดแผลทางใจย่อมหายช้ากว่าบาดแผลทางกาย

3.6 ในระยะปรับอารมณ์และจิตใจ คนเราต้องใช้พลังงานทางใจ (mental energy) มากขึ้น บางคนอาจกังวล, เศร้า จึงอาจรู้สึกเหนื่อยล้า, เบื่อ, หรือรู้สึกโหวงเหวง ถ้าไม่รุนแรงและไม่คงอยู่นานถือว่าเป็นปฏิกิริยาปกติในการปรับตัวต่อการสูญเสีย คิดเมตตาและปฏิบัติต่อตนเองให้เหมือนปฏิบัติต่อลูกรักยามเขาบอบช้ำ ถ้าอยากร้องไห้ก็จงอย่าห้ามตนเอง การร้องไห้เป็นพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์เพื่อระบายอารมณ์ภายใน ผู้ชายก็ร้องไห้ได้ในกาลเทศะอันควร การฝืนใจทำตรงกันข้ามอาจเกิดผลเสียด้วยซ้ำไปคือ ทำให้ปฏิกิริยาต่อการสูญเสียทุเลาช้าหรือคงอยู่นาน

3.7 ควรเตรียมหากิจกรรมที่สร้างสรรค์เสียก่อนการหย่าร้าง เพื่อลดความรู้สึกเหงา ลองหันไปเรียนกีร์ตา, วาดรูป, เล่นเทนนิส, เรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม, ช่วยชมรมการกุศล ฯลฯ และเตรียมพบเพื่อนดีๆที่ไม่ได้พบกันมานานหลังจากแต่งงานพร้อมทั้งศึกษาเพื่อนใหม่ที่อาจมีเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มกิจกรรมของตน จะช่วยให้ผ่านพ้นปฏิกิริยาต่อการสูญเสียไปได้ด้วยดี

3.8 ระวัง อย่าวางแผนว่า จะแก้เหงาด้วยการทุ่มเทเวลาและจิตใจทั้งหมดให้แก่ลูก อาจทำให้กลายเป็นพ่อติดลูก หรือแม่ติดลูกโดยไม่รู้ตัว การให้ความรักความอบอุร่นเป็นเรื่องดีที่ควรกระทำ แต่การทำให้ใครติดหรือติดใครแม้แต่ลูกของเราเองไม่ใช่เรื่องดี เพราะจะทำให้ต่างคนต่างพึ่งพิงกันและกันอย่างจะขาดเสียซึ่งกันและกันมิได้เลย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตตามมา

4. เตรียมลูก

4.1 การหย่าร้างที่มีการเตรียมตัวดีจะช่วยลดผลกระทบต่อเด็ก เมื่อพ่อแม่แยกทางกันลูกอาจคิดว่าเขาเป็นสาเหตุหรืออาจคิดผิดๆว่า ถ้าพ่อแม่เลิกรักกันได้พ่อแม่ก็คงจะเลิกรักเขาได้เช่นกัน เด็กอาจเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาจะดำเนินอย่างไรในวันข้างหน้าถ้าไม่มีพ่อหรือแม่อยู่ด้วย เด็กอาจรู้สึกโกรธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง เด็กอาจโกรธตนเองที่เขาไม่สามารถช่วยกู้สถานการณ์ได้ ถ้าไม่มีการเตรียมก่อน เด็กอาจตกใจและว้าวุ่น บางคนการเรียนตกต่ำลง บางคนซึม, เหม่อลอย แต่บางคนอาจหงุดหงิด, ก้าวร้าว ซึ่งล้วนเป็นปฏิกิริยาต่อการสูญเสีย และความว้าวุ่นใจของเด็ก ซึ่งแล้วแต่วัยและพื้นฐานทางอารมณ์ของเขา

4.2 การเตรียมลูกจะช่วยลดปฏิกิริยาดังกล่าวทั้งด้านความรุนแรงและระยะเวลาการพูดให้เด็กเข้าใจสถานการณ์ควรพิจารณาอายุของเด็ก ที่สำคัญควรตอบปัญหาข้องใจของเขาให้ชัดเจน, เรียบง่าย, และเหมาะสมแก่วุฒิภาวะทางอารมณ์และสติปัญญาของเขาท่าทีของพ่อแม่ในขณะสื่อความก็มีความสำคัญ ควรพบเขาในห้องส่วนตัวในขณะมีอารมณ์สงบ แสดงให้ลูกเห็นว่าพร้อมที่จะเข้าใจความรู้สึกของเขา ไม่พูดให้ร้ายหรือกล่าวโทษพ่อหรือแม่ของเขา ประการสำคัญที่สุด บอกให้เขารู้ว่า พ่อกับแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยกันต่อไป แต่ทั้งพ่อและแม่จะยังรักเขาเหมือนเดิม และให้เขาเข้าใจว่า การที่พ่อกับแม่ตัดสินใจจะไม่อยู่ด้วยกันนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเขาเลย การหย่าเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ใหญ่สองคนเท่านั้น บอกให้เขารู้ด้วยว่า เขาจะมีโอกาสพบพ่อหรือแม่ซึ่งไม่ได้อยู่กับเขาได้เมื่อใดและอย่างไร

4.3 พ่อแม่บางคนเข้าใจผิดและปฏิบัติไม่ถูกต้องภายหลังการหย่าร้าง เช่น เล่าถึงความเลวร้ายของอีกฝ่ายหนึ่งให้ลูกฟังเสมอๆ, ไม่ยอมให้ลูกมีโอกาสพบพ่อหรือแม่ของเขา, ระบายอารมณ์โกรธใส่ลูก ฯลฯ

4.4 ไม่ว่าลูกจะแสดงความโกรธพ่อหรือแม่ที่เป็นฝ่ายจากไปเพียงใด จงทราบเถิดว่า ในส่วนลึกของจิตใจเด็กส่วนมากยังโหยหา อยากได้พ่อหรือแม่ของเขากลับคืนมา เขาเพียงแต่โกรธที่พ่อหรือแม่ไม่อยู่กับเขา เขาคิดเพ้อฝันอยากเนรมิตให้พ่อหรือแม่เปลี่ยนไปในทางดี เอาส่วนเสียออกไปเสีย แล้วจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป ควรแสดงความเห็นใจเขา แสดงความเข้าใจความต้องการและความคิดเพ้อฝันของเขา แต่บอกให้เขารู้ว่า ในความเป็นจริงพ่อหรือแม่ของเขาจะไม่กลับมาอยู่ด้วยกันอีก แต่เขาจะมีโอกาสพบพ่อหรือแม่ที่จากไป

4.5 พ่อและแม่ควรอยู่พร้อมหน้ากันในโอกาสสำคัญๆของลูก เช่น ในวันเกิด, วันรับปริญญา หรือ ในยามลูกเจ็บป่วย ไม่ว่าพ่อแม่จะยังโกรธหรือขมขื่นต่อกันเพียงใด พ่อและแม่ควรแสดความรักความอาทรของพ่อแม่ และ ช่วยเหลือยามลูกเจ็บป่วย ซึ่งเป็นการแสดงความรักที่แท้จริงของพ่อแม่

4.6 ไม่ว่าจะยังโกรธ, เกลียด การกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งเพียงใด ก็อย่าได้พูดประชดหรือทำประชดลูกเป็นอันขาด เด็กไม่ใช่แพะรับบาป เด็กเป็น ผู้บริสุทธิ์ในทุกรณี เด็กไม่ควรถูกยัดเยียด

4.7 จินตภาพหรือภาพลักษณ์ (image) ในทางลบของพ่อหรือแม่ของเขาที่จากไป โดยอาศัยความรู้สึกและประสบการณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเกณฑ์ปล่อยให้เขาพิจารณาเองเมื่อเขาโตพอ

4.8 อย่าแสวงหาความเป็นพวกจากลูก เด็กมีสิทธิเข้าข้างพ่อหรือแม่ด้วยความรู้สึกของตัวเขาเอง แต่ผู้ใหญ่ไม่ควรฉวยโอกาสทับถมซ้ำเติมให้เขาเกิดความรู้สึกรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่เกิดผลดีแก่ลูกเลย ถ้าอึดอัดคับแค้นใจควรจะระบายกับเพื่อนหรือญาติสนิทของตนจะเหมาะสมกว่าการยัดเยียดความรู้สึกให้ลูก ความจริงบางประการที่เด็กควรรับรู้มากกว่าคือ สถานการณ์ที่เขาจะต้องปรับตัว เช่น ให้เขารู้ว่าเขาจะต้องย้ายบ้านไปอยู่กับแม่ที่บ้านยาย เขาจะต้องใช้เวลามากขึ้นเพื่อเดินทางไปโรงเรียน แต่เขาก็จะไม่ไปโรงเรียนสายถ้าตื่นเช้าขึ้นมากกว่าเดิมสัก 15 นาที

5. การปฏิบัติภายหลังการหย่าร้าง

5.1 ควรใช้ชีวิตในที่ทำงานอย่างปกติ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือกายแต่งกาย อย่าแต่งการซอมซ่อลง หรือ ที่คนส่วนมากชอบทำคือ กลับแต่งตังมากขึ้นจนเป็นที่ผิดสังเกต การแต่งกายซอมซ่อลงทำให้ใจห่อเหี่ยว ทำให้เกดความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อย แถมยังทำให้ตกเป็นขี้ปากของคนขี้นินทาโดยเปล่าประโยชน์ การแต่ตัวมากขึ้นเป็นการชดเชยความรู้สึกในส่วนลึกว่าตนเองด้อยหรือไร้ค่าจึงถูกเขาทิ้งไป หรือ บางคนแต่งตัวมากขึ้นหวังเพื่อดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม พูดง่ายๆว่า “เพื่อหาใหม่” เพื่อแสดงให้โลกรู้ว่าตนนั้นมิได้ไร้ค่า ยังมีคนต้องการอยู่ ความจริงยิ่งทำอะไรให้ผิดจากธรรมดาจะยิ่งเป็นที่เพ่งเล็ง และตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดีต่อเราได้ง่ายขึ้น พึงระวังเพื่อนต่างเพศนักฉกฉวยโอกาสซึ่งรู้ดีว่าคนเพิ่งหย่าร้างมักรู้สึกว้าเหว่

5.2 ออกไปพบประญาติและเพื่อนตามปกติ เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราไม่ใช่จำเลย ไม่จำเป็นต้องหนีหน้าใคร

5.3 ตอบคำถามสั้นๆอย่างสุภาพเมื่อมีใครถามถึงการหย่า โดยเฉพาะผู้หญิงจะถูกถามอย่างแน่นอนทันทีที่เซ็นนามสกุลเดิม อันที่จริงคนส่วนมากไม่มีเจตนาร้ายบางคนเพียงแต่อยากรู้ บางคนเพียงแต่ขาดมารยาทเท่านั้น อาจถูกถามบ่อยๆว่า ทำไมถึงหย่ากัน ไม่สงสารลูกหรือ

คำถามแรกอาจตอบสั้นๆว่า “เป็นเรื่องส่วนตัวของเราที่ได้ตัดสินใจ เป็นอย่างดีแล้ว” ถ้ายังคงถูกถามละลาบละล้วง ก็อาจตอบด้วยอารมณ์สงบว่า ขอโทษ เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างเราสองคน ขอไม่พูดค่ะ แล้วเปลี่ยนไปพูดเรื่องงาน หรือ เรื่องอื่นใดที่เหมาะสมไปเสียเลย

5.4 คำถามเรื่องลูก เป็นคำถามที่แสดงค่านิยมตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้ถาม อันที่จริงเขามีเจตนาดี ห่วงใยเด็ก แต่คำถามของเขา ฟังดูเสมือนตำหนิเราว่า เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ลูก บางคนโกรธ บางคนรำคาญจึงพยายามโต้ตอบยืดยาวเพื่อป้องกันตนเอง ถ้าเป็นญาติหรือเพื่อนสนิทที่เคยรู้ปัญหาชีวิตสมรสของเรามาก่อน อาจชี้แจงสั้นๆว่า การหย่าเป็นทางเลือกที่ตนได้พิจารณารอบคอบแล้วว่าเหมาะสมที่สุด ในสถานการณ์ของตน เด็กๆควรอยู่ในบ้านที่สงบ แม้จะมีพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ส่วนบุคคลภายนอกที่ห่างตัว ไม่จำเป็นต้องอธิบาย อาจบอกสั้นๆแต่เพียงว่า “เราได้เตรียมการทุกอย่างสำหรับลูกอย่างดีที่สุดแล้ว”

* ปฏิบัติต่อลูกด้วยความรักและให้ความอบอุ่นเหมือนเดิม ไม่ว่าเราจะเป็นผู้อยู่หรือผู้จากไป ถ้าเป็นฝ่ายจากไปลูกอาจมีปฏิกิริยาบ้างเมื่อพบกัน ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบต่อลูกในทางลบเป็นอันขาด เด็กจะค่อย ๆ เข้าใจเอง และรับรู้ว่าเรายังรักเขาเหมือนเดิม

* พยายามรักษาสภาพความเป็นอยู่ให้ใกล้เคียงชีวิตครอบครัวเดิมของลูกให้มากที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวยให้ได้ เพื่อมิให้เด็กรู้สึกว่า เมื่อเขาขาดพ่อหรือแม่ของเขาไป เขาจะต้องขาดทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดสิ้น ถ้าเคยออกไปเดินเล่นสวนสาธารณะทุกวันอาทิตย์เป็นประจำ ก็ควรพาเขาออกไปเช่นเคย

* อย่าห้ามลูกมิให้พูดถึงพ่อหรือแม่ที่เขาขาดไป เด็กมีสิทธิคิดถึงพ่อหรือแม่ของเขาและคิดอยากให้กลับมา ควรให้โอกาสเขาระบายความรู้สึก เข้าใจและเห็นใจในความต้องการของเขา แล้วเขาจะพูดถึงน้อยลงเองตามเวลาที่ผ่านไป

* อย่ารีบร้อนแสวงหาคนรักใหม่เพื่อแทนที่คนเก่า ยามเหงา, ยามเศร้า คนเรามักตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย อาจเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ คว้าเกาะขอนไม้ผุ ๆ เน่า ๆ ที่ลอยผ่านมา แผลใจเก่ายังไม่ทันหาย แผลใจใหม่ก็เกิดตามมา ซ้ำร้านคนใหม่อาจสร่างปัญหารุนแรงกว่าคนเก่า แต่พ่อม่ายและแม่ม่ายก็ไม่จำเป็นต้อง “เข็ด” ไปจนตาย แต่ควรพิจารณาให้รอบคอบยิ่งขึ้น และ อย่ามองแต่ความผิดหรือข้อบกพร่องของฝ่ายเขา พิจารณาตัวเราเองด้วยใจเป็นกลางให้ถ่องแท้ด้วย บางทีตนเองก็มีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องบางอย่างด้วยเป็นปัจจัยร่วมของปัญหา ถ้าไม้รู้หรือรู้แต่ไม่แก้ไขอาจเดินทางเก่าผิดพลาดซ้ำอีกเป็นหนที่สอง, สาม

5.5 การแต่งงานครั้งที่สอง ไม่ควรเกิดขึ้นเพื่อชดเชยความรู้สึกด้อยค่าหรือเพื่อกู้หน้าการ หย่าร้าง มีกิจกรรมกู้หน้าอีกมากมายนักที่สร้างสรรค์มากกว่า โดยไม่ต้องดึงคนอื่นมาเป็นเครื่องมือ ในโลกนี้มีกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายรอเราอยู่ ยังมีหนังสือดี ๆ อีกหลายร้อยหลายพันเล่มที่เรายังไม่ได้อ่าน, ยังมีภาษาต่างประเทศน่ารู้อีกมากมายหลายภาษาที่รอเราเรียน, ยังมีต้นไม่นานาพันธุ์ที่รอเราปลูก ฯลฯ มีอะไรดีงามน่าทำมากมายเสียจนเกิดใหม่ชาติหน้าก็ยังทำได้ไม่หมด คนเราอาจรู้สึกเหงาหรือว้าเหว่ในบางเวลา แต่คนเราจะไม่รู้สึกเหงาหรือว้าเหว่อยู่ตลอดเวลาหรือตลอดชีวิต ถ้าเราไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า

สรุป การหย่าร้างไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยความว้าเหว่อย่างถาวร ถ้าเราใฝ่แสวงกิจกรรมสร้างสรรค์แก่ตนและสังคม บางคนค้นพบความถนัดและได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ภายหลังการหย่าร้าง

*******************************************

ที่มาของข้อมูล: แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หน้า 317-327

19 ธันวาคม 2548

By โดย แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา

Views, 14574