02 149 5555 ถึง 60

 

รักษา “โควิด” กลุ่มไร้ภาวะเสี่ยงที่ “ร้านยา” ได้แล้ว 700 แห่งทั่วประเทศ ดูแลแบบเจอ แจก จบ ลดแออัด รพ.

รักษา “โควิด” กลุ่มไร้ภาวะเสี่ยงที่ “ร้านยา” ได้แล้ว 700 แห่งทั่วประเทศ ดูแลแบบเจอ แจก จบ ลดแออัด รพ.

สปสช.ร่วมสภาเภสัชฯ ดึง “ร้านยา” เป็นหน่วยบริการดูแลผู้ติดเชื้อโควิดสีเขียว ไม่มีภาวะเสี่ยง มารักษาแบบเจอ แจก จบ ลดแออัด รพ. เผยได้รับยา พร้อมคำแนะนำ ติดตามอาการ 48 ชั่วโมง หากอาการรุนแรงขึ้นจะส่งต่อเข้าระบบ มีร้านยาทั่วประเทศเข้าร่วมแล้ว 700 แห่ง ครอบคลุมสิทธิบัตรทอง ข้าราชการ ยกเว้นประกันสังคม

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวหรือมีอาการเล็กน้อย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปรับแนวทางรักษาเป็นแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน (OPSI) หรือ เจอ แจก จบ ในสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้ารับบริการ โดยเฉพาะหน่วยบริการใกล้บ้าน สปสช.ได้ร่วมกับสภาเภสัชกรรม เชิญชวนร้านยาที่มีความพร้อมบริการเพื่อร่วมดูแลผู้ติดเชื้อโควิดที่ไม่มีภาวะเสี่ยงตามที่ สธ.กำหนดเป็นหน่วยบริการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 กลุ่มผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้รวดเร็ว

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ผู้ที่ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีดติดเชื้อโควิดที่มีอาการเล็กน้อย และไม่มีภาวะเสี่ยงตามที่ สธ.กำหนด สามารถรับยาสำหรับดูแลอาการเบื้องต้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ โดยร้านยาจะรับค่าใช้จ่ายกรณีบริการทางเภสัชกรรมในการดูแลผู้ติดเชื้อโควิดตามหลักเกณฑ์ของ สปสช.ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็นการจ่ายแบบเหมาจ่ายในอัตรา 700 บาทต่อราย ครอบคลุมบริการ ดังนี้ 1. บริการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวในการแยกกักตัวที่บ้าน 2. ค่ายาฟ้าทะลายโจรและยาพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด รวมค่าบริการจ่ายยากรณีที่แพทย์สั่งจ่ายเฉพาะในการดูแลผู้ติดเชื้อโควิดที่จำเป็นต้องได้รับตามมาตรฐานที่ สธ.กำหนด โดยรวมค่าจัดส่งยา 3. ค่าบริการให้คำปรึกษา แนะนำการใช้ยา และติดตามอาการผู้ติดเชื้อเมื่อครบ 48 ชั่วโมงแรก และ 4. การจัดระบบส่งต่อเมื่อผู้ติดเชื้อโควิดมีอาการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องส่งต่อ

นอกจากนี้ ยังมีการจ่ายเพิ่มเติมแบบเหมาจ่ายในอัตรา 150 บาท สำหรับการให้คำปรึกษาหรือการดูแลรักษาเบื้องต้น เมื่อผู้ติดเชื้อมีอาการเปลี่ยนแปลงและผู้ติดเชื้อโควิดได้ติดต่อกลับร้านยา เพื่อขอรับคำปรึกษาหลังให้การดูแลครบ 48 ชั่วโมงแล้ว โดยก่อนให้บริการจะมีการพิสูจน์ตัวตนของผู้รับบริการเพื่อยืนยันการเข้ารับบริการ และบันทึกข้อมูลการให้บริการผ่านโปรแกรม AMED Telehealth ระบบบริการการแพทย์ทางไกล ปัจจุบันมีร้านยาทั่วประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 700 แห่ง ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับ สปสช.แล้ว 440 แห่ง ที่เหลืออยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยาได้ที่เว็บไซต์ สปสช. https://www.nhso.go.th/downloads/197

ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่ 2 กล่าวว่า ผู้ป่วยโควิด 19 ที่ไม่แสดงอาการ หรืออาการไม่รุนแรง หากเข้าไปรับบริการแบบผู้ป่วยนอกที่ รพ.อาจจะทำให้เกิดความแออัดได้ สภาเภสัชกรรมจึงร่วมกับ สปสช. จัดทำหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มารับยาและคำแนะนำต่างๆ โดยเภสัชกรที่ร้านยาได้ โดยต้องเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ไม่ใช่หญิงตั้งครรภ์ ไม่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่มีโรคประจำตัว และมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรค เช่น มีภาวะอ้วน เป็นต้น หากไม่เข้าเกณฑ์เหล่านี้สามารถโทร.ติดต่อหรือมาที่ร้านยา สแกน QR code เพื่อยืนยันตัวตนตามระบบของ สปสช.แล้วรับยาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ร้านยาจะจัดเซ็ตยาสำหรับรักษาตามอาการส่งให้ที่บ้าน เช่น ฟ้าทะลายโจร พาราเซตามอล ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ ตลอดจนเกลือแร่สำหรับกรณีมีอาการท้องเสีย จากนั้นจะติดตามอาการไปอีก 48 ชั่วโมง และหากอาการรุนแรงมากขึ้นก็จะส่งต่อผู้ป่วยเข้าระบบเพื่อให้แพทย์รับช่วงดูแลต่อ

“ขณะนี้มีร้านยาเข้าร่วมให้บริการประมาณ 700 แห่งทั่วประเทศ ผู้ใช้สิทธิบัตรทองสามารถสังเกตสติกเกอร์ที่หน้าร้านยา จะมีข้อความว่า “สถานบริการเภสัชกรรมชุมชน” และบรรทัดล่างจะเขียนว่า “เครือข่ายเภสัชกรอาสาปรึกษาโควิดผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล” ขอให้มั่นใจว่าจะได้รับการบริการที่ได้มาตรฐาน เภสัชกรเป็นบุคลกรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องยา คุ้นเคยกับอาการของโรคอย่างมาก สามารถให้บริการผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการได้เป็นอย่างดี” ภก.ปรีชา กล่าวและว่า ปัจจุบันร้านยาในโครงการสามารถให้บริการได้เฉพาะสิทธิบัตรทอง ข้าราชการ และพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่รวมผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ดังนั้น จึงขอเชิญชวนไปยังสำนักงานประกันสังคมอำนวยความสะดวกและเพิ่มการเข้าถึงบริการแก่ผู้ประกันตน สามารถติดต่อมาที่สภาเภสัชกรรมเพื่อหารือแนวทางการร่วมมือกันต่อไปได้

7 April 2565

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 512

 

Preset Colors