เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

หมอแนะ 5 กิจกรรมทำเด็กฉลาด ที่มีข้อพิสูจน์

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย กล่าวว่า หลักในการเข้าใจเด็กที่ดีสุดคือทำใจให้กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้งแล้วจะเข้าใจเหตุผลกลไกทางความคิดกับอารมณ์ของเด็กที่บางครั้งผู้ใหญ่ลืมไปจึงไม่เข้าใจในทางชะลอวัยแบบอายุรวัฒน์นั้นเราเน้นวิธีธรรมชาติในการคืนความหนุ่มสาวซึ่งหนึ่งในนั้นคือการ “อยู่กับเด็ก” หรือ “อยู่กับสัตว์เลี้ยง” ด้วยการให้ความรัก ใครไม่มีลูกก็ขอให้เลี้ยงอุปการะสัตว์แล้วให้ความรักกับสุนัขหรือแมวนั้นอย่างจริงใจก็จะได้ความหนุ่มสาวมาเป็นรางวัล นั่นคือ “เมตตาบำบัด” ที่เป็นภาษาหัวใจให้ใครใครก็ชื่นใจแต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ถ้าไม่ได้ฝึกโดยเฉพาะตั้งแต่ยังเป็นผืนผ้าขาวสะอาด

การที่เด็กในแต่ละยุคต่างกันไปก็เพราะส่วนหนึ่งจากทัศนคติของพ่อแม่ ซึ่งแค่เราเปลี่ยนความคิดและการกระทำก็จะนำให้ลูกเปลี่ยนไปในทางดีได้ เช่นเด็กเห็นพ่อแม่ไม่เอาเปรียบคนอื่น ตื่นมายิ้มให้กัน แต่ละวันพูดกับคนขายของด้วยวาจาไพเราะ ลูกก็จะซึมซับได้ การเลี้ยงลูกหรือสอนเด็กให้ฉลาดและแสนดีนั้นไม่ยากหากมีกิจกรรมต่อไปนี้เข้ามาช่วย คือ

1) เลือกหนังสือให้เด็กอ่าน ผลวิจัยใหม่ที่ได้ข้อมูลจากการสแกนสมองของเด็กวัย 3-5 ขวบด้วย functional MRI พบว่าสมองซีกซ้ายมีการตื่นตัวในหลายตำแหน่งเมื่อเด็กฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่หรืออ่านหนังสือ ซึ่งบริเวณของเนื้อสมองที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับความจำ,ความคิดและความเข้าใจศัพท์ เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics โดยพบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรรักการอ่านหรือเล่านิทานให้กันฟังจะมีกิจกรรมในสมองส่วนนี้สูงกว่าซึ่งจะช่วยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต

2) เป็นอาจารย์ด้านภาษาศาสตร์ คุณพ่อคุณแม่คือครูที่ใกล้ชิดลูกได้ดีที่สุด การรู้ภาษาที่ช่วยสมองเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาต่างชาติเสมอ แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เก่งนั้นสามารถนำเอาภาษาไทยนี่เองมาช่วยสร้างสมองให้เด็กด้วยการเช็คสเปลลิ่งหรือเล่นเกมส์สะกดคำจากวรรณคดีไทยอย่างพระอภัยมณีหรืออิเหนาที่เอามาเล่าสนุกเพิ่มสีสันด้วยการวาดกราฟฟิกลงบนแท็บเล็ตก็ได้ ดังในการศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ 2 ภาษาพบว่ามันช่วยไปถึงเนื้อสมองในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคตทั้งรูปธรรมและนามธรรม

3) อย่าขาดการเล่นให้เหมาะกับเพศ การให้เด็กผู้หญิงเล่นตุ๊กตาและเด็กผู้ชายเล่นรถนั้นถือเป็นการเล่นแบบช่วยสมองได้ เพราะมันช่วยใส่ความรู้สึกประทับใจลงในหัวใจที่ยังเยาว์ให้เข้าใจบทบาทแต่ละเพศเมื่อเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสม ดังมีรายงานถึงการเพิ่มระดับ “ฮอร์โมนรัก” หรืออ็อกซิโทซินจากสมองของเด็กหญิงที่สมมติตัวเองเป็นแม่แล้วดูแลตุ๊กตาดุจลูกน้อยซึ่งอ็อกซิโทซินนี้จะช่วยให้เด็กหญิงเติบโตขึ้นเป็นสาวที่ “รู้จักรัก” อยากมีลูกและถนอมครอบครัวไว้ได้อย่างเป็นสุข

4) ใช้เพจออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ โทษของเพจออนไลน์กับจิตใจเด็กนั้นมีมากหากใช้ไม่ถูก แต่ถ้าอยากปลูกฝังสิ่งดีให้ในยุคนี้ก็ไม่ต้องหนีสื่อออนไลน์แต่ขอให้รู้จักใช้ให้เหมาะ เช่นถ้าลูกจะดูคลิปต่างๆ อย่างช่องของดาราหรือว่าคลิปแรงๆหนักๆก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่คุณครูช่วยใส่ความรักลงไปอย่าให้เขาคล้อยตามไปกับแอดมินเพจรุนแรงเพราะจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นผลลัพธ์ดังงานวิจัยจาก Ohio State U ได้ศึกษาไว้ ให้เราคอยสอนว่าถ้านำเสนออย่างนี้อาจมีคนเข้ามาดูแต่หนูก็จะไม่ใช่คนน่ารักในสายตาของโลกโซเชียลเสมอไปเพราะความรุนแรงมันไม่ใช่ของยั่งยืนและจะได้รับผลร้ายตอบเป็นต้น

5) โปรดใช้วาจาเมตตาและให้อภัย ถ้าอยากให้ลูกดีมีวิธีเริ่มที่ง่ายที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่เริ่มวันใหม่ด้วยการคุยกันอย่างพูดหวานขานเพราะมีครับมีค่ะลงท้าย แม้คุยกับแม่บ้านหรือพนักงานเสิร์ฟอาหารก็เอ่ยปากกับเขาอย่างให้เกียรติไม่มีเลือกปฏิบัติอย่างนี้จะจัดระเบียบให้สมองของเด็กพัฒนาไปในทางดี แม้จะมีพ่อแม่รุ่นใหม่คิดว่าคุยกันด้วยภาษาห้าวอย่างไรก็ได้ไม่มีใครเขาถือแล้ว แต่ขอให้รู้ว่าคำพูดที่เพราะนั้นมันมีผลกับจิตใจเด็กมาก ด้วยวลีที่เอ่ยเป็นบวกนั้นมันจะประทับลงในจิตใจของทั้งผู้พูดและผู้ฟังให้อ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว และเมื่อทำไปบ่อยๆเข้าจนติดเป็นนิสัยก็จะทำให้กลายเป็นคนอ่อนโยน ข้อสำคัญคือทำให้เด็กนั้นโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่หาความสุขให้หัวใจได้ง่ายขึ้น

สิ่งเหล่านี้จัดเป็น “ปัจจัตตัง” คือทำเองแล้วจึงจะได้ผลดีเป็นรางวัลเองอันเป็นข้อพิสูจน์อยู่ในตัว โดยไม่ต้องมัวไปให้ใครเขาทำให้ดูก่อนเป็นตัวอย่าง ถ้าอยากสร้างให้ลูกของเราดี ผู้ใหญ่ต้องมีความเมตตาให้กันก่อนแล้วมันจะย้อนเข้าถึงหัวใจลูกหลานของเราได้เองโดยอัตโนมัติ

7 มกราคม 2563

ที่มา แนวหน้า

Posted By Nitayaporn/thongpet/kanchana/Maneewan

Views,