เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

ครอบครัวเปราะบาง เผชิญความยากลำบากยิ่งขึ้นจากโควิด-19

ครอบครัวเปราะบาง เผชิญความยากลำบากยิ่งขึ้นจากโควิด-19

ยูนิเซฟระบุ การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นบททดสอบที่ท้าทายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กและครอบครัวเปราะบาง ยากจน อัตราความยากจนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 3 แนะ เร่งสร้างเกราะคุ้มกันและความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อต้องเผชิญวิกฤตที่อาจเกิดอีกในอนาคต

โทโมโอะ โอคุโบ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์นโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่า แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยนั้นยังคงสามารถควบคุมได้อยู่ แต่ผลกระทบในทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ที่เปราะบางในประเทศนั้นกลับมีความซับซ้อนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ซึ่งทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ชี้ว่า การแพร่ระบาดในครั้งนี้ได้สร้างผลกระทบมหาศาลในภาคเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และคาดการณ์ว่าจะหดตัวลงอีกร้อยละ 7.3 - 7.8 ภายในปีนี้ ขณะที่หลายล้านตำแหน่งงานกำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะยุบหรือถูกเลิกจ้าง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาให้กระจ่างชัดถึงผลกระทบดังกล่าวที่จะเกิดกับเด็กที่ตกหล่นกว่าสามล้านคน

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (IPSR) จึงได้จัดทำการเพื่อศึกษาถึงผลกระทบดังกล่าว โดยองค์การ ยูนิเซฟ ประเทศไทยได้ร่วมให้การสนับสนุน ทั้งนี้ จากการศึกษาพบ เด็กจำนวนมหาศาลยังคงมีสถานะยากจนในประเทศไทย โดยมีจำนวนสูงถึงร้อยละ 22 ที่กำลังเผชิญกับความยากจนในหลายมิติ ความขัดสนในหลากหลายรูปแบบที่เด็ก ๆ ต้องพบเจอในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเสริมสร้างพัฒนาการ จะยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอีกนานแม้หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเด็ก ๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการย้ายถิ่นของพ่อแม่ที่เป็นแรงงาน ซึ่งจากรายงานผลกระทบการย้ายถิ่นในประเทศไทยที่มีผลต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมในปี 2559 ระบุว่า มีเด็กมากกว่าหนึ่งในห้าคนไม่ได้อยู่กับทั้งพ่อและแม่ ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับประเทศที่อยู่ในกลุ่มรายได้ระดับกลาง-สูง เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะต้องตกอยู่ในสถานะที่ยากจน มีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์ และมีพัฒนาการช้า

ในปี 2559 ยูนิเซฟ ได้สนับสนุนสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ในการจัดทำวิจัยเพื่อสำรวจ 854 ครัวเรือนในจังหวัดที่มีอัตราการย้ายถิ่นสูง คือจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดขอนแก่น งานวิจัยหลายชิ้นได้คาดการณ์ว่าเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่จะได้รับผลกระทบในเชิงลบมากที่สุด ขณะเดียวกันก็พบว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลายเป็นบททดสอบที่ท้าทายยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กและครอบครัวที่เปราะบางและมีสถานะยากจนอยู่ก่อนช่วงแพร่ระบาดของโรค ผลการศึกษานอกจากจะชี้ให้เห็นแล้วว่าแทบทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากการระบาดของโรคโควิด-19 ยังได้แจกแจงถึงระดับของผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้

ในเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ประมาณเก้าในสิบของการสำรวจครัวเรือนที่มีเด็กอายุ 6-11 ปีที่อยู่และไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ มีหนี้สินที่สูงและมีรายได้ต่ำ ครัวเรือนของเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่มีระดับหนี้สินที่สูงกว่าก่อนช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยระบุว่ามีสัดส่วนถึงหนึ่งในสามที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือแม้กระทั่งจะประคับประคองชีวิตความเป็นอยู่ให้ได้ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เกือบครึ่งหนึ่งของครัวเรือนที่สำรวจเลือกที่จะตัดค่าใช้จ่ายลงเพื่อลดภาระ หนึ่งในห้าของครัวเรือนที่สำรวจได้มีการยืมเงินจากญาติ และกู้เงินนอกระบบเพราะต้องนำเงินออมที่มีไปใช้จ่ายค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ สินค้าเพื่อรักษาสุขอนามัย ตลอดจนค่าเทอมและค่าอุปกรณ์การเรียน

แม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งที่ทำงานสองวันต่อสัปดาห์ในจังหวัดชลบุรี เล่าว่า “ค่าแรง 252 บาทต่อวันที่ได้หมดไปกับการจ่ายค่าเช่า และค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ ไม่มีเงินเหลือส่งให้ที่บ้าน แล้วเราก็อายุ 35 ปีแล้วด้วย หางานก็ยาก” เธอไม่สามารถให้เงินกับลูกทั้งสามคนที่อาศัยอยู่กับตายายในจังหวัดขอนแก่นได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากรายได้ที่ลดลง

ปู่ย่าตายายและหลาน ๆ ต้องดิ้นรนประทังปากท้องด้วยการปลูกผัก ใช้เบี้ยคนชราจำนวน 500 บาทต่อเดือนเพื่อใช้จ่ายประจำวัน และใช้เงินเยียวยาเกษตรกร 5,000 บาทมาใช้เป็นค่าเล่าเรียน หากไม่มีเงินเยียวดังกล่าว เด็ก ๆ ก็อาจต้องต้องออกจากโรงเรียนทั้งในระดับประถมและมัธยม

“บางครั้งในตอนกลางคืนเราก็นอนไม่หลับเพราะไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเล่าเรียนเพื่อให้หลานยังได้เรียนต่อ” ยายของเด็กเล่าถึงความกังวลว่าเงินเยียวยาที่ได้รับจากรัฐบาลจะหมดลง

5 ตุลาคม 2563

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Posted By Nitayaporn/thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 851