เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

เลี้ยงลูกแบบไหนก็ได้ผลผลิตแบบนั้น!

เลี้ยงลูกแบบไหนก็ได้ผลผลิตแบบนั้น!/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

“ดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่”

ความหมายประมาณว่า โดยปกติลูกของต้นไม้ต้นไหนเมื่อหล่นลงมา ก็จะหล่นใกล้ต้นไม้ต้นนั้น จึงใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่าลูกของใครก็ย่อมมีอุปนิสัยเหมือน ๆ กับคน ๆ นั้น

หรือประโยคภาษาอังกฤษที่คุ้นหูบ่อย ๆ

“You are what you eat”

ประมาณว่า คุณกินอะไรไป คุณก็ได้อย่างนั้น

การเลี้ยงลูกก็เช่นกัน พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบไหนก็ได้ผลผลิตแบบนั้น !

การเลี้ยงดูเด็ก ๆ มักมาจากค่านิยม ทัศนคติของแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว วิถีดั้งเดิม สภาพแวดล้อม รวมไปถึงการแสวงหาความรู้ของพ่อแม่ ล้วนแล้วส่งผลต่อรูปแบบการเจริญเติบโตของเด็ก ๆ ทั้งนั้น ฉะนั้น ไม่ว่าวันนี้ลูกของคุณจะเป็นเด็กแบบไหน หรือเป็นผู้ใหญ่เช่นไร พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งนั้น

เช่น กรณีถ้าพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกเอง ไม่มีเวลาใกล้ชิด หรือปล่อยให้ผู้อื่นเลี้ยงดู เมื่อลูกเติบโตขึ้นมาแบบขาดความใกล้ชิดและมีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพราะช่วงวัยอย่างเดียว แต่อาจมาจากการไม่ได้มีช่วงเวลาที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะสร้างสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นได้

ในขณะที่พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกเอง มีเวลาใกล้ชิดแต่มักจะตามใจ ลูกอยากได้อะไรก็ไม่เคยขัด พอลูกเติบโตขึ้นไปเป็นเด็กเอาแต่ใจ เพราะทั้งพ่อและแม่ตามใจมากจนไร้ขอบเขต ยอมตามที่ลูกขอแทบทุกครั้งไป สุดท้ายผลก็ตกอยู่ที่ลูก โดยการกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง

Diana Baumrind นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเด็กและรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งแบ่งได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ

หนึ่ง – รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

สอง – รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

สาม – รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

ต่อมา Maccoby and Martin ได้เพิ่มเติมรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบที่ 4สี่

– รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคุมและไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

และจากการประมวลงานวิจัยทั้งในและนอกประเทศพบสอดคล้องกันว่ารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพสามารถหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้มีความสามารถในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเอง และมีความฉลาดทางอารมณ์ คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

ไม่ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกรูปแบบไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไปอยู่ที่ลูก

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นเด็กเก่ง เด็กดี เด็กฉลาด ฯลฯ และด้วยความอยากสิ่งเหล่านี้ บางคราก็ทำให้พ่อแม่มักเอนเอียงเข้าข้างลูกอยู่แล้ว ซึ่งบางครั้งก็อาจนำไปสู่ความไม่เหมาะสม และสุดท้ายส่งผลกลับมาที่ตัวลูก หรือไม่ก็เป็นการสร้างความกดดันให้กับลูกได้

การเลี้ยงลูกเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เราควรเลี้ยงให้เขาเป็นธรรมชาติ และเติบโตขึ้นมาอย่างสมวัยตามศักยภาพของเขา โดยมีพ่อแม่ ผู้ปกครองคอยเป็นโค้ชในการส่งเสริมและแนะนำให้เขาได้ค้นหาตัวเอง

สุดท้ายลูกเราจะเติบโตอย่างไรก็ขอให้เขาเป็นตัวเอง รู้จักตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนคนอื่น

เพราะในบรรดาความรู้ทั้งหลายในโลกกว้าง การรู้จักตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะจะเป็นพื้นฐานไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ต่อไปในโลกกว้าง

1 เมษายน 2564

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 917