เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

บีบหัวใจ ผลวิจัยพบ “หญิงตั้งครรภ์” ถูกสามีทำร้ายมากที่สุดถึงร้อยละ 70

บีบหัวใจ ผลวิจัยพบ “หญิงตั้งครรภ์” ถูกสามีทำร้ายมากที่สุดถึงร้อยละ 70

"ศ.ดร.สุภา เพ่งพิศ" เปิดผลวิจัยจากความเชื่อชายเป็นใหญ่สามีมีสิทธิในตัวภรรยา สามารถทำอะไรกับภรรยาก็ได้ ปมเหตุเกิดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีทั้งทางร่างกายและจิตใจในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "หญิงตั้งครรภ์" ช่วงอ่อนแอมากที่สุดถูกสามีทำร้ายมากที่สุดถึงร้อยละ70

เดือนพฤศจิกายนของทุกปี คณะรัฐมนตรี โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ได้กำหนดให้เป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

พบยังมีตัวเลขความรุนแรงทางเพศต่อเด็กและสตรีสูงในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ไขในประเด็นปัญหาดังกล่าวเท่าที่ควร

ศ.ดร.สุภา เพ่งพิศ อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงการสำรวจวิจัยในกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน พบว่า จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวซึ่งมักพบว่าผู้หญิงถูกสามีทำร้าย เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า สามีมีสิทธิในตัวภรรยา สามารถทำอะไรกับภรรยาก็ได้

โดยในประเทศไทยพบมากถึงร้อยละ 70 ที่เคยโดนทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งครรภ์

เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้หญิงอ่อนแอมากที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่มีแนวโน้มที่จะโดนสามีทำร้ายอยู่แล้วในทางใดทางหนึ่ง จะยิ่งถูกทำร้ายมากยิ่งขึ้นในช่วงตั้งครรภ์

ซึ่งการทำร้ายอาจเป็นไปในลักษณะของการทำร้ายร่างกาย หรือการทำร้ายด้วยวาจา ไม่ว่าจะเป็นการใช้วาจาที่ไม่สุภาพ พูดทำร้ายจิตใจ ดูถูกถากถาง ไปจนถึงด่าทอบุพการี

รวมถึงการคุกคามทางเพศ และการทำให้อับอาย เป็นความรุนแรงในครอบครัวที่หากเกิดขึ้นจะกลายเป็น “วงจรอุบาทว์” ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับการกระทำทารุณกรรมต่อบุตร

โดยในส่วนของภรรยาพบว่าโดนสามีทำร้ายจนต้องหนีจากไป จากนั้นสามีตามไปขอคืนดี แล้วอีกไม่นานก็กลับมาทำร้ายภรรยาอีก โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่กล้าลุกขึ้นมาตอบโต้

หรือแม้แต่จะเรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในสังคมชั้นสูงซึ่งไม่อาจเปิดเผยได้เนื่องจากเกรงจะกลายเป็นข่าวใหญ่โต

นอกจากนี้ ยังพบจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับความสุขทางเพศจากสามี แต่มิได้เปิดเผย หรือขอความช่วยเหลือใดๆ เพราะเห็นเป็นเรื่องน่าอับอาย

ในการตัดวงจร "หญิงตั้งครรภ์" ถูกทำร้าย ความรุนแรงดังกล่าวให้ได้ตอบโจทย์มากที่สุด จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนกันอย่างจริงจัง

ที่ผ่านมาพบอุปสรรคว่าผู้วิจัยยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ส่วนใหญ่ไม่ผ่านการพิจารณาให้ได้รับการจัดสรรทุนวิจัย เนื่องจากหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงที่เสนอขอรับทุนนั้น ไม่ถูกจัดอยู่ในประเด็นเร่งด่วนของประเทศที่เน้นเรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเป็นหลัก

ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในการทำวิจัยด้านความรุนแรงทางเพศในสตรีทั้งในระดับชาติ และนานาชาติมาอย่างยาวนาน

แม้ในช่วงที่รับตำแหน่งผู้บริหารก็ยังคงทำงานวิจัยเพื่อช่วยเหลือสตรีผู้ถูกกระทำทางเพศมาโดยตลอด

ศ.ดร.สุภา เพ่งพิศ ได้กล่าวให้กำลังใจนักวิจัยรุ่นหลังที่ทุ่มเททำงานวิจัยด้านความรุนแรงทางเพศของสตรีว่า ขอเพียงไม่ท้อถอย และทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพียรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทางภาครัฐ เอกชน

“และชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปราศจากความรุนแรงในครอบครัว เชื่อว่าปลายทางจะพบกับแสงสว่าง ได้รับการสนับสนุนจนสามารถช่วยลดความรุนแรงของการกระทำทางเพศต่อสตรีและเด็กของไทยและโลกใบนี้ลงจนบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืนในที่สุด”ศ.ดร.สุภากล่าวในที่สุด

19 พฤศจิกายน 2564

ที่มา คม-ชัด-ลึก

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 17