เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว

4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว

"ทำงานให้สุด แล้วหยุดที่ ICU" วลีคุ้นหูที่ฟังดูติดตลก แต่ถ้าคิดตามแบบในชีวิตจริงคงเป็นสิ่งที่ตามหลอนคนทำงานอย่างเราๆ และเพื่อไม่ให้รู้ตัวเมื่อสาย เราได้รวบรวม 4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัวมาให้เพื่อเช็กอาการเบื้องต้นกันไว้เลย

ถ้าใช้ข้อม้อมือหนัก ๆ จนเกิดอาการชา หรือปวดที่นิ้วมือและฝ่ามือ ลามไปจนถึงไหล่ บางครั้งกำมือได้ไม่แน่น อาจจะหมายความว่าคุณเริ่มมีอาการ โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ

ถ้าจ้องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีจอต่าง ๆ นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน จนมีอาการตาล้า ตาแห้ง สู้แสงไม่ได้จนเกิดอาการปวดหัว อาจเป็นอาการของ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาจจะเกิดขึ้นกับคนทำงานที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ จนเกิดอาการปวดคอ แล้วเริ่มลุกลามไปที่บ่า หลัง จนถึงแขน

โรคสำหรับคนทำงานอาจไม่ได้แสดงออกทางร่างกายอย่างเดียว โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน จะทำให้มีความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง

รู้หรือไม่? โดยปกติคนทำงานทั่วไปใช้เวลาวันละ 8 -10 ชั่วโมงอยู่ในออฟฟิศ

ใน 1 เดือน เท่ากับใช้เวลาในที่ทำงานประมาณ 200 ชั่วโมง

ใน 1 ปี เท่ากับเราใช้เวลาหมดไปกับการทำงานมากถึง 2,400 ชั่วโมง

นี่ยังไม่นับว่าบางคนหิ้วงานกลับไปทำที่บ้านด้วยอีก เรียกได้ว่าเรานั้นใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดกับการไปทำงาน ซึ่งพฤติกรรมการทำงานแบบหักโหมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ทั้งโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย หรือแม้แต่โรคทางจิตใจด้วย และด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง อีกทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การรับประทานอาหาร และการนอนพักผ่อนไม่เป็นเวลาเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายต้องแบกรับภาวะความตึงเครียดเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว จึงมีโรคที่มักเกิดกับคนทำงานมาฝาก และอยากให้ลองสังเกตอาการต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นกับตัวเองหรือยัง

โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome – CTS): สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ที่ต้องใช้มือในการทำงาน มักจะมีโรคที่เกิดจากการใช้มือสัมผัสในการทำงาน

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือคนที่ใช้ข้อมือหนัก

จุดสังเกต: มักจะมีอาการชา หรือปวดที่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ลามไปถึงหัวไหล่ โดยอาการมักจะเกิดตอนที่ใช้ข้อมือหนัก ๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ไม่สามารถกำมือได้แน่น

สาเหตุ: การใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ มีการใช้ข้อมือหนัก ๆ เช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือตอนควบคุมเมาส์โดยข้อมือมีการเสียดสีกับพื้นโต๊ะตลอดเวลา

การป้องกันและการรักษา: หากอาการยังไม่รุนแรง เบื้องต้นให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือ ลองหาอุปกรณ์มารองรับ หรือทำการประคบร้อน กดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท การยืดเส้นประสาท แต่หากเริ่มมีอาการหนักขึ้นอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome - CVS): มักเกิดกับคนทำงานผ่านหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งการทำงานที่ต้องใช้ตามองสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานาน มักจะทำให้เกิดปัญหาตามมา

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง

จุดสังเกต: ดวงตาล้า ดวงตาแห้ง รู้สึกแสบตา และดวงตาไม่สามารถสู้แสงได้ รวมถึงดวงตาไม่สามารถโฟกัสได้ ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว ปวดคอ และบ่ารวมด้วย

สาเหตุ: การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแสงสว่างบนหน้าจอมากเกินไป การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ชิดและเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีการพักสายตา รวมถึงการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสมกับระดับสายตา

การป้องกันและการรักษา: ควรจะพักสายตาบ่อย ๆ และหมั่นกระพริบสายตา อีกทั้งปรับความสว่างของแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และระดับหน้าจอให้เหมาะสมกับระดับสายตา คือศูนย์กลางหน้าจอควรต่ำกว่าระดับสายตา 4-5 นิ้ว หรือ 15 – 20 องศา และควรวางห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว ทั้งนี้หากยังมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา

โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม: การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานของเหล่าคนทำงาน มักจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับคอและหลัง โดยโรคนี้คนทำงานออฟฟิศมักจะเป็นกัน

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือคนที่มีพฤติกรรมชอบบิดคอ หมุนคอ

จุดสังเกต: ปวดบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมกันจนทำให้อาการหนักขึ้นคือลามไปกดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดลามไปถึงแขน เริ่มมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหากไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดกระบอกตา และรู้สึกบ้านหมุน

สาเหตุ: มีพฤติกรรมการใช้คอและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ผิดลักษณะ เช่น การบิดคอ การนั่งก้มหน้าทำงานเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

การป้องกันและการรักษา: หากต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหมั่นยืดกล้ามเนื้อบ่อย ๆ ไม่ควรโน้มศีรษะอ่านหนังสือเป็นเวลานานเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตา ในกลุ่มคนที่อาการยังไม่รุนแรงสามารถรักษาด้วยการรับประทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Nucleoplasty)

โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน (Attention Deficit Trait – ADT): การทำงานที่ต้องใช้สมองในการคิดงานอยู่เกือบตลอดเวลา อาจทำเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจและสมอง

กลุ่มที่ต้องระวัง: ทุกคน

จุดสังเกต: ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้นาน ความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง รวมถึงมีอาการเครียด กังวล และคิดถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แสดงออก

สาเหตุ: สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้น วุ่นวาย ต้องรับผิดชอบงาน ภาวะกดดัน เครียด ประกอบกับชีวิตที่เร่งรีบต้องทำทุกอย่างเพื่อแข่งกับเวลา

การป้องกันและการรักษา: พักผ่อน หรือหาวิธีผ่อนคลาย อาจเปลี่ยนอิริยาบถหากรู้สึกว่าทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงพยายามจัดลำดับความสำคัญ แบ่งเวลาให้กับการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากรู้สึกไม่ดีขึ้นให้ไปลองพูดคุยและปรึกษาจิตแพทย์

การขยันทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่การดูแลรักษาสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน อย่าทำงานบนความเคยชิน และละเลยต่ออาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะหากเรามองเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่อาจตามมาคือความเสื่อมถอยของร่างกายและจิตใจ นำไปสู่โรคต่าง ๆ ที่อาจจะต้องเสียเงิน และเสียเวลาในการรักษา ดังนั้นลองให้เวลาตัวเองสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่าร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณเตือนอะไรมาให้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

24 พฤศจิกายน 2564

ที่มา โพสต์ทูเดย์

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 21