เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

บทความด้านสุขภาพจิต

สุขภาพจิตในภาวะวิกฤตไวรัสโคโรน่า

สุขภาพจิตในภาวะวิกฤตไวรัสโคโรน่า

ในช่วงเวลานี้ ประชาชนทั่วโลกต่างก็กำลังเผชิญกับภาวะโรคระบาดอุบัติใหม่ไวรสโคโรน่า19 ซึ่งระบาดจากประเทศจีน แพร่ระบาดอย่างรุนแรง (Pandemic) กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ตอนนี้ศูนย์กลางการแพร่เชื้อจากเอเชียกลายเป็นยุโรปและอเมริกาไปแล้ว ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมเฉีียด 440,00 ราย เสียชีวิตกว่า 19,658 ราย แน่นอนว่าทุกครั้งที่มีการระบาด ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคย่อมมีมากเป็นธรรมดา แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นมีทั้งเท็จทั้งจริง คงสร้างความกังวลสับสนไปทั่ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คงมีปัญหาสุขภาพจิตคู่ขนานมากับโรคระบาดได้ค่ะ วันนี้มีความห่วงใยจากอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่มีต่อสถานการณ์วิกฤติไวรัสโคโรน่า มาให้ท่านผู้อ่านได้นำไปปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่อาจจะแถมมากับโรคระบาดได้ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ข่าวจริง ข่าวปลอม สร้างความสับสน สังคมอลหม่าน

"ขณะนี้มีข่าวไวรัสโคโรน่า19 ระบาด เริ่มจากประเทศจีนมาไทย และกระจายไปทั่วทุกมุมของโลกอย่างทั่วถึง ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในยุคโลกใกล้ชิดกันเพราะความเจริญทางเทคโนโลยี พร้อมกับมีข่าวออกมามากมายเกี่ยวกับโรค มีทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวใส่ไข่ ทำให้ดูสถานการณ์เลวร้ายมาก ก่อให้เกิดความสับสน อลหม่านที่เรียกกว่า Social panic ทำให้ประชาชนเกิดความตกอกตกใจ ตามมาด้วยความวิตกกังวล เครียด จึงอยากแนะนำทางจิตวิทยา เพื่อให้สามารถปรับตัวดำเนินชีวิตอยู่ในช่วงวิกฤตไวรัสโคโรน่า ดังต่อไปนี้

ประยุกต์ใช้ 3 หลัก I am, I have, I can

เพื่อเราจะอยู่ได้อย่าง “ตระหนัก ไม่ตระหนก” ซึ่งการตระหนกทำให้เราขาดสติ ทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้าตระหนักเราก็จะมีสติในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สามารถจัดการกับตัวเองในการเฝ้าระวังป้องกันตัวเองได้ รวมถึงสามารถแนะนำผู้อื่นได้

1. I am…

คือตัวเรา พิจารณาโดยสติว่า เราเองเป็นคนแข็งแรงดีหรือไม่ เราเป็นคนที่เสี่ยงหรือไม่ เช่น ชรา ป่วยมีโรคเรื้อรัง เป็นโรคที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือไม่ เราทำงานหรือมีกิจวัตรประจำวันที่เสี่ยงกับโรคนี้หรือไม่ เราสามารถหาความรู้เกี่ยวกับโรคได้หรือไม่ เรามีคนที่คอยช่วยเหลือเราหรือไม่

2. I have…

เรามีอะไรอยู่บ้าง เราอยู่ในประเทศที่มีการควบคุมโรคที่ดีมากประเทศหนึ่งในโลก เราเป็นประเทศที่มีการให้ข้อมูลที่สามารถอ้างอิงบนหลักวิทยาศาสตร์ เชื่อถือได้ จากกระทรวงสาธารณสุข เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการควบคุมการระบาดของโรคที่คล้ายคลึงกัน เช่น โรค SARs หรือ MERs ซึ่งประเทศเราผ่านเหตุการณ์นี้ด้วยหลักการควบคุมโรค ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ประเทศเรามีระบบควบคุม กักกัน แยกโรค ที่ดี และมีปฏิบัติการ (Active) ตลอด 24 ชั่วโมง มีระบบการให้ความรู้ในการดูแล ป้องกันตนเอง มีระบบรักษาที่ดีมาก เป็นที่ยอมรับจากเหล่าอารยประเทศ ซึ่งตอนนี้เป็นที่ยืนยันแน่ชัดว่ายังไม่มีผู้เสียชีวิตเลย

3. I can…

คือเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เราเองต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อน รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” คือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติประจำ เราจะไม่ไปในที่แออัด เสี่ยงโดยไม่จำเป็น

แต่ถ้าหากจำเป็นต้องไป ก็ต้องป้องกันตนเอง โดยใส่หน้ากากอนามัยแบบที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำทุกครั้ง หากต้องไปในที่สาธารณะ ล้างมือทุกครั้งที่กลับจากที่สาธารณะ

ถ้าท่านเป็นผู้มีความรู้เรื่องนี้แล้ว ก็แนะนำให้แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น และที่สำคัญต้องติดตามข่าวสารที่เชื่อถือได้จากราชการสม่ำเสมอ แต่อย่าให้มากจนเกิดความเครียด แนะนำให้ฟังเช้าและเย็น ก็เพียงพอแล้ว

ไม่สร้างหรือแชร์ข่าวปลอม ช่วยกันแก้ไข ตัวเราและสังคมก็จะก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้อีกครั้ง

เราต้องตระหนัก แต่ไม่ตระหนก สังคมต้องช่วยเหลือกันและกัน ติดตามข่าวสารที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือหากเกิดความเครียดหรือวิตกกังวล สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมงได้เช่นเดียวกันครับ"

ทั้งหมดนี้คือความห่วงใยจากอธิบดีกรมสุขภาพจิต นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต; 30 มกราคม 2563

26 มีนาคม 2563

By nitayaporn.m

Views, 2660