เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

บทความด้านสุขภาพจิต

มุมมองจากแพทย์แผนปัจจุบันต่อวิกฤติสุขภาพปี 2564 (ตอนที่ 2)

CONVENTIONAL MEDCINE ASPECTมุมมองจากแพทย์แผนปัจจุบันต่อวิกฤติสุขภาพปี 2564 (ตอนที่ 2)

DEMOCRATIZTION OF KNOWLEDGE เมื่อทั่วโลกพร้อมใจเปิดเสรีข้อมูลโควิด

เรื่องพิเศษ... เรื่องโดย... ศิริกร โพธิจักร, ปกวิภา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หนึ่งในแพทย์นักวิจัยที่เป็นแนวหน้าในการย่อยข้อมูลโควิดจากวารสารการแพทย์ระดับโลกเผยแพร่สู่สาธารณชน อธิบายถึงปรากฏการณ์เข้าถึงข้อมูลเช่นนี้ว่า เป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลวิจัยล่าสุดได้ง่ายขึ้น

“ก่อนหน้านี้คนทั่วไปจะมองว่างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ เช่น นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ หรือแพทย์ที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ต้องการศึกษาหัวข้อนั้นๆ เช่น แพทย์โรคติดต่อ โรคปอด แต่โควิดเปลี่ยนบริบทของหลักการและแนวคิดในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้หมดเลย”

“สาเหตุหลักมี 3 ข้อครับ

ข้อที่ 1 เพราะโควิดเป็นปัญหาของคนทั้งโลกไม่มีใครหลบเลี่ยงได้

ข้อที่ 2 ทุกคนมองว่าการเข้าถึงข้อมูลคือสิ่งจำเป็นเพราะมีข้อมูลจากทั่วโลกเกิดขึ้น ความรู้เกี่ยวข้องกับโควิดก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เกิดการเผยแพร่ข้อมูลและแบ่งปันอย่างเสรี

ข้อที่ 3 คนที่เข้ามาศึกษาเรื่องโควิดไม่ได้มีจำกัดแค่นักวิชาการเรื่องโรคติดเชื้อ ไวรัส หรือโรคปอดเท่านั้น แต่เป็นใครก็ได้ที่มีความสนใจ เช่น นักฟิสิกส์ วิศวกร เพราะอย่างที่บอกว่านี่คือปัญหาของโลก ทุกคนจึงพยายามใช้ความถนัดและความเชี่ยวชาญของตนเองเข้ามาแก้ปัญหา หาคำตอบ และแบ่งปันความรู้ร่วมกัน”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพชี้ประเด็นเพิ่มเติมว่า เพราะโรคนี้เป็นสิ่งใหม่ จึงไม่มีใครรู้จักโรคนี้มากกว่าใคร สิ่งที่ควรทำคือการติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

“ตอนนี้ไม่มีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโควิด เพราะทุกคนเริ่มจากศูนย์เท่ากัน อยู่ที่ว่าใครติดตามข้อมูลโรคนี้อย่างทั่วถึงและเท่าทันมากกว่า”

“โควิดทำให้รูปแบบการแบ่งปันความรู้เปลี่ยนไป วารสารทางการแพทย์ทุกหัวทั่วโลกพร้อมใจเปิดให้ทุกคนเข้าถึงงานวิจัยที่มีหัวข้อเกี่ยวกับโควิดฟรี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

“สมัยก่อนเราต้องทำวิจัยและส่งตีพิมพ์ อย่างรวดเร็วกว่าจะได้เผยแพร่ก็ 3 เดือนถึงจะได้ตีพิมพ์ แต่คนที่เข้าถึงข้อมูลก็จำกัดเพราะต้องสมัครและจ่ายเงินเพื่อที่จะได้อ่านวารสารนั้นๆ”

“ปัจจุบันโควิดได้สร้างวัฒนธรรมใหม่อีกข้อคือ ทุกคนเข้าถึงงานวิจัยที่มีหัวข้อเกี่ยวข้องกับโควิดก่อนตีพิมพ์ได้ โดยมีศูนย์กลางที่เรียกว่า Preprint Server คนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่คนที่ไม่มีความรู้เรื่องชีววิทยามาก่อนก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับโควิดได้ บรรยากาศจะคล้ายๆ ยุคที่วิกิพีเดียเปิดใหม่ๆ”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพยังได้ระบุถึงจุดเริ่มต้นในการรีวิวงานวิจัยเกี่ยวกับโควิดเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องว่า

“ผมเริ่มต้นติดตามการระบาดหนักของโควิดที่เมืองอู่ฮั่น เดือนมกราคม 2020 ช่วงนั้นทางการจีนมีมาตรการเข้มข้นโดยการสั่งล็อกดาวน์เมือง เราก็คิดว่า โอ้โห...เหมือนในหนังฮอลลีวู้ดเกี่ยวกับโรคระบาดที่ต่อมาก็กลายเป็นปัญหาระดับโลกเลย จึงคิดว่าต้องหาความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพราะโควิดน่าจะส่งผลกระทบกับใครอีกหลายคน”

“พอเริ่มมีข้อมูลเกี่ยวกับโควิดออกเผยแพร่เรื่อยๆ ผมเห็นว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องใหม่มากและความรู้จากทั่งลกก็อัพเดตทุกวัน คนทั่วไปถ้ามาอ่านก็จะใช้เวลาย่อยข้อมูลนาน แต่ถ้ามีความรู้พื้นฐานด้านชีววิทยาและอณูพันธุศาสตร์ (Molecular Genetics) ซึ่งศึกษาเรื่องโครงสร้างเชิงโมเลกุลและหน้าที่ของยีน พฤติกรรมของยีนในบริบทของเซลล์สิ่งมีชีวิต ก็จะใช้เวลาลดลงได้”

“ผมเห็นสื่อต่างประเทศทำหน้าที่สื่อกลางตรงนี้ได้ สามารถย่อยข้อมูลออกมาให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจ แต่ในบ้านเรายังขาดตรงนี้ ผมเลยลองทำดูโดยเขียงลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเองแล้วเปิดเป็นสาธารณะ”

“ที่ผ่านมา ปกติผมก็ไม่ได้เปิดโพสต์ตัวเองเป็นสาธารณะ แต่โควิดทำให้ผมเขียนสรุปงานวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้ที่น่าสนใจและเปิดเป็นสาธารณะครั้งแรก จากนั้นก็พยายามทำต่อมาเรื่อยๆ”

“สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะช่วงล็อกดาวน์ด้วยครับ เมื่อเข้าตึกไปทำงานที่คณะไม่ได้ ภาระงานบางส่วนก็ชะงักไป ประกอบกับมีการจำกัดจำนวนคนไข้ที่จะมาโรงพยาบาล ผมเลยมีเวลาอ่านงานวิจัยโควิดและเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้ ต่อมาก็มีสื่อทั้งสื่อออนไลน์และโทรทัศน์นำไปเผยแพร่ต่อ”

“จากนั้นก็เป็นยุคของการเปิดห้อง Research Espresso ใน Club House ซึ่งมีลักษณะเป็น Town Hall หรือสภากาแฟ หลังจบการสรุปรายงานวิจัยที่น่าสนใจ จะมีช่วงเปิดให้ผู้ฟังเข้ามาถามคำถาม เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองและทำให้ข้อมูลนี้เข้าถึงสาธารณะได้เร็วและมีชีวิตชีวาในการศึกษาองค์ความรู้ตรงนี้ร่วมกัน”

ในตอนท้าย ศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพกล่าวว่า ควรนำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในการใช้รับมือโควิดมาประยุกต์ใช้กับการติดตามและดูแลสุขภาพคนไข้โรคอื่นๆ ด้วย

“ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเราต้องพบเจอโรคระบาดเป็นระยะๆ ตัวอย่างกรณีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ เป็นการระบาดของเชื้อที่เรารู้จักอยู่แล้ว ส่วนโควิดเป็นตัวอย่างการระบาดของเชื้อที่เราไม่รู้จัก”

“บทเรียนสำคัญสำหรับผมคือ ไม่มีอะไรบอกได้ว่าโรคระบาดสเกลแบบโควิดจะไม่เกิดขึ้นอีก วิกฤติการณ์ทางสุขภาพเกิดได้ ของบางอย่างเมื่อเกิดขึ้น เราไม่สามารถป้องกันได้ แต่เราสามารถติดตามข้อมูลเพื่อที่จะมาทำความเข้าใจและรับมืออย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับปัญหาโรคระบาดในสแกลใหญ่ๆ ได้ดีขึ้นในอนาคต”

“อีกประเด็นหนึ่งคือ โควิดไม่ว่าจะเร็วหรือช้าก็ต้องจบลง เชื้อนี้จากเดิมที่ไม่มีใครรู้จัก คราวนี้ก็มีคนรู้จักแล้ว เมื่อมีองค์ความรู้สะสมมากขึ้นเราก็จะปรับวิธีการรับมือได้ดีขึ้น”

“เมื่อมีการติดตามข้อมูลและรู้วิธีรับมือกับโควิดแล้ว ผมเห็นว่าเราสามารถนำองค์ความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้กับการดูแลสุขภาพประชาชนในโรคอื่นๆ เช่น ระบบการติดตามคนไข้แบบ Big Data ที่รวบรวมข้อมูลจำนวนมาก เอามาใช้ติดตามคนที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่มีคนไข้ทั่วประเทศจำนวนมากได้”

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์มานพได้ยกตัวอย่างเพื่มเติมว่า

“ส่วนการนัดหมายฉีดวัคซีนโควิดในกรณี 7 กลุ่มเสี่ยง เราเอามาประยุกต์ใช้เพื่อนัดหมายให้คนในกลุ่มเสี่ยงซึ่งเป็นกลุ่มเดิมเข้ามารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีให้ต่อเนื่องได้ เมื่อทำแบบนี้แล้วจะช่วยให้การกระจายวัคซีนและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระดับประเทศดีขึ้นมาก”

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นนวัตกรรมที่ผมชอบมากคือ Digital Mapping โดยกลุ่ม JitAsaCare ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพรวมเป็น Hot Spot ว่ามีคนไข้อยู่บริเวณไหน เราต้องใความช่วยเหลือลงไปตรงจุดนั้นให้เร็วที่สุด การมีแพลตฟอร์มดีๆ เช่นนี้นำไปประยุกต์ใช้ติมตามและประเมินสถานการณ์ในการรับมือโรคอื่นๆ ได้ ดังนั้นจึงควรนำมาใช้ต่อครับ”

อ่านต่อตอนหน้า

นิตยสารชีวจิต ปีที่ 23 ฉบับที่ 553 เดือนตุลาคม 2564

16 พฤศจิกายน 2564

By STY/Lib

Views, 351