เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

บทความด้านสุขภาพจิต

ศาสตร์และศิลป์อโรมาเทอราปี คลายเครียด ลดอาการซึมเศร้า

ศาสตร์และศิลป์อโรมาเทอราปี คลายเครียด ลดอาการซึมเศร้า

เรื่องโดย สุวรรณา รัตนเสถียร

อโรมาเทอราปี (Aromatherapy) เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะของการใช้น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดจากส่วนต่างๆของพืชนานาชนิด เพื่อส่งเสริมสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ความหมายอีกนัยหนึ่งคือ การใช้กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยในการบรรเทาอาการของโรคต่างๆ

ในอดีตมีการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อบำบัดรักษาอาการต่างๆ ตั้งแต่อาการติดเชื้อต่างๆของโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยร่างกาย และใช้เพื่อบำบัดความเครียด มีข้อมูลระบุไว้ว่า ศาสตร์อโรมาเทอราปีถูกใช้มานานกว่า 5,000 ปีในหลากหลายอารยธรรม เช่น

ศาสตร์คัมภีร์อายุรเวทของอินเดีย (Ayurvedic System)

ถูกบันทึกไว้ว่า การใช้พืชเพื่อเยียวยาอาการและรักษาสุขภาพมีการจัดและแบ่งคนตามธาตุเจ้าเรือน โดยใช้สมุนไพรและน้ำมันหอมระเหยเพื่อปรับหรือส่งเสริมธาตุเจ้าเรือนให้สมดุลยิ่งขึ้น ทั้งในรูปของอาหารและใช้น้ำมันหอมระเหยนวดร่างกายและศีรษะเพื่อบำบัดอาการต่างๆ อายุรเวทจัดเป็นการแพทย์ทางเลือกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การยอมรับ

ศาสตร์คัมภีร์Edwin Smith Papyrus

เป็นตำราลับทางการแพทย์ของอียิปต์ที่มีการใช้พืชที่มีน้ำมันหอมระเหยในขั้นตอนการทำมัมมี่ (Embalming) โดยใช้น้ำมันงาหรือไขมันวัวและน้ำมันหอมซีดาร์วู้ด (Cedar-wood Oil) ชโลมร่างกาย แล้วใช้เปลือกไม้และสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม เช่น อบเชยเพื่อให้รู้สึกเหมือนว่ายังมีชีวิตอยู่ ในผ้าลินินห่อศพยังมีการใช้น้ำมันหอมเมอร์ (Myrrh) คาสเซีย (Cassia) และพิมเสน เนื่องจากคนอียิปต์โบราณเชื่อว่ากลิ่นหอมเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่อยู่ในร่างมัมมี่จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ในโลกหลังความตายจากกลิ่นหอมของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ากลิ่นหอมจากกำยานและเปลือกไม้ต่างๆที่ใช้มีสรรพคุณต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยถนอมร่างของศพไว้ไม่ให้เสื่อมสภาพ จึงเป็นที่มาของการใช้น้ำมันหอมระเหยในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ

ในยุคสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้(Yellow Emperor)

มีระบุไว้ในหนังสือ International Medicine เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเป็นยารักษาโรค แพทย์แผนจีนเชื่อเรื่องอาหารเป็นยา โดยใช้อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสมดุล (ร้อน/เย็น) ในร่างกาย เช่น ขิง ดื่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยย่อย การแพทย์แผนจีนเป็นการแพทย์ที่ยังคงได้รับการยอมรับสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันควบคู่กับการแพทย์แผนตะวันตก และเป็นอีกหนึ่งการแพทย์ทางเลือกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การยอมรับ

ศาสตร์ของแพทย์แผนจีน

ตัวอย่างการใช้ศาสตร์อโรมาเทอราปีในภูมิปัญญาไทยที่เห็นได้ชัด เช่น การไหว้พระ สวดมนต์ เราจะจุดธูปหอม ซึ่งในอดีตจะทำจากไม้หอมแท้ๆ เช่น ไม้จันทร์ หรือการถวายดอกไม้และพวงมาลัยบูชาพระ ซึ่งนิยมนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม เช่น ดอกมะลิ (ราชันย์แห่งดอกไม้) ดอกกุหลาบ (ราชินีแห่งดอกไม้) ดอกจำปี เป็นต้น ดอกไม้เหล่านี้จะมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยให้มีสมาธิ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสงบ เมื่อเข้านอนก็จะช่วยให้หลับลึก หลับสบาย มีการใช้เครื่องหอมที่ทำจากดอกไม้หอมต่างๆ มาทำน้ำอบและแป้งร่ำเพื่อทาและบำรุงผิวกาย

ในเชิงการแพทย์แผนไทยมีการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศในการดูแลสุขภาพร่างกาย เช่น การใช้ลูกประคบในการนวดไทย การสุมยา โดยการทุบสมุนไพรต่างๆ ที่มีน้ำมันหอมระเหย เช่น หอมแดง ตะไคร้ ใบและมะกรูด ข่า กระชาย แล้วนำผ้ามาคลุมโปงเพื่อสูดไอของน้ำมันหอมระเหย ช่วยให้หายใจโล่ง ขับเสมหะ ต่อต้านเชื้อโรค เป็นต้น

ปัจจุบันในสากลจะเรียกวิธีการนี้ว่า Steam lnhalation หรือการสูดไอน้ำ โดยใช้น้ำมันหอมระเหยซึ่งก็ได้มาจากการสกัดสมุนไพรต่างๆนั่นเอง ทำให้สะดวก ใช้งานง่ายขึ้น แค่หยอดน้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดลงไปในน้ำร้อนในอ่างแก้วใบโตๆ คลุมศีรษะด้วยผ้าขนหนู จากนั้นก็สูดไอระเหยจากน้ำร้อนที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยเข้าทางจมูกและปาก โดยสูดลึกๆ เพื่อให้ไอระเหยผ่านไปยังหลอดลมและเข้าที่ปอดเพื่อฆ่าเชื้อโรค ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เจ็บคอ ขับเสมหะ เสริมการทำงาน ของปอดและระบบทางเดินหายใจ

ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยหลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพืชนั้นๆ ปริมาณของน้ำมันหอมระเหย ความทนต่อความร้อน วัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ ฯลฯ

วิธีผลิตน้ำมันหอมระเหยมี 4 แบบหลักๆ คือ

1. การกลั่น

ยังแบ่งออกเป็นการกลั่นด้วยน้ำ (Water Distillation) กับการกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam Distillation) น้ำมันหอมระเหยส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะใช้วิธีนี้ใช้การสกัด เหมาะสำหรับพืชที่ทนต่อความร้อนได้ดีและเมื่อโดนความร้อนแล้วจะไม่ทำให้กลิ่นเพี้ยนไปเช่น ตะไคร้ เปปเปอร์มินต์ มะกรูดฯลฯ

2. การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent)

เป็นวิธีการที่ไม่ซับซ้อน แต่อาจจะมีตัวทำละลายที่เป็นสารเคมีตกค้างอยู่บ้าง เช่น ดอกมะลิ ดอกซ่อนกลิ่นฯลฯ

3. การบีบและคั้นจากพืช

ไม่ผ่านความร้อน ค่าใช้จ่ายต่ำ เช่น ผิวส้ม ผิวมะนาวฯลฯ

4. การสกัดด้วยก๊าซ

เครื่องสกัดมีราคาสูง แต่ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพดี มีกลิ่นหอมใกล้เคียงกับพืชที่นำมาสกัด สามารถสกัดสาระสำคัญออกมาจากพืชนั้นๆ รวมทั้งรสชาติและสารออกฤทธิ์ที่มีสรรพคุณทางยาออกมาได้ดีและไม่มีสารเคมีตกค้าง

ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตน้ำมันหอมระเหยเอง โดยนำพืชสมุนไพรต่างๆ ที่พบในบ้านเรามาสกัดเช่น ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ขิง ข่า ฯลฯ

AROMATHERAPY กับการส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจ

แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

ระดับร่างกาย (Physiological Effects)

การได้รับกลิ่นหอมส่งผลต่อระบบการทำงานของสมองส่วนลิมบิกโดยตรง ซึ่งเป็นกลุ่มของส่วนสมองที่ทำงานร่วมกันในการรับรู้เกี่ยวกับอารมณ์และพฤติกรรม ประกอบไปด้วยไฮโปทาลามัสที่เป็นกลุ่มของเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อ มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ควบคุมความหิว สมดุลของน้ำและวงจรการหลับ การตื่น เนื่องจากสมองส่วนนี้เชื่อมต่อโดยตรงกับสมองส่วนที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดัน การหายใจ ความจำ ระดับความเครียด และการหลั่งฮอร์โมน ดังนั้นการสูดดมน้ำมันหอยระเหยจึงเป็นวิธีที่ให้ผลทางร่างกายและระบบประสาทเร็วที่สุดทางหนึ่ง เพราะหลังจากการสูดดมน้ำมันหอมระเหยจะเข้าสู่ระบบประสาทรับกลิ่น ส่งผลต่อสมองส่วนต่างๆ เช่น สมองส่วนคอร์เท็กซ์ มีผลต่อการเรียนรู้ (Intellectual Process) ส่วนของต่อมพิทูอิทารี (Pituitary Gland) ซึ่งควบคุมระบบฮอร์โมนทั้งหมด รวมทั้งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตและสมองส่วนไฮโปทาลามัสซึ่งควบคุมความโกรธและความรุนแรง และมีบางส่วนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจไปยังปอด

สังเกตตอนเวลาเราเครียด คลื่นสมอง (Brain Wave) จะเป็นเบต้า (Beta) คือ ทำงานตลอดเวลา อาจจะสังเกตจากปฏิกิริยาร่างกาย เช่น ร่างกายตื่นตัว จดจ่อ เป็นคลื่นสมองขณะทำงาน เมื่อเราต้องการพักผ่อนนอนหลับ แต่สมองยังคงตื่นตัวและทำงานอยู่ ทำให้เครียด กังวล ครุ่นคิด ไปจนถึงนอนไม่หลับซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย

เมื่อเราใช้น้ำมันหอมระเหยช่วยบำบัด การสูดกลิ่นหอมจะช่วยผ่อนคลายจิตใจ ช่วยปรับให้คลื่นสมองเข้าสู่คลื่นอัลฟา (Alpha) ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นเมื่อมีความสงบ (Relaxation) สภาวะนี้เป็นสภาวะที่รับรู้ข้อมูลได้ดีที่สุด ทำให้ร่างกายความคิดสงบลง ผ่อนคลายและหลับสบาย

ในเชิงวิทยาศาสตร์ อโรมาเทอราปีหรือการใช้กลิ่นบำบัดจัดเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของ Herbal Medicine เป็นการใช้น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาและบำบัดอาการต่างๆ โดยน้ำมันหอมระเหยสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางหลักๆดังนี้

1. การสูดดม คือการสูดดมน้ำมันหอมระเหย สามารถใช้ได้หลากหลายวิธี เช่น การหยดน้ำมันหอมระเหยใส่สำลีหรือผ้าเช็ดหน้าประมาณ 1-2 หยดแล้วสูดไอระเหย การใช้เครื่องกระจายกลิ่นแบบต่างๆเพื่อให้อณูเล็กๆ ของน้ำมันหอมระเหยกระจายในห้องหรือบริเวณที่ต้องการใช้น้ำมันหอมระเหยในขวดลูกกลิ้งเล็กๆ แล้วกลิ้งไปตามจุดชีพจร เช่น ข้อมือ ข้อพับ หลังใบหู แล้วสูดไอระเหยของน้ำมันหอม เป็นต้น

2. ผ่านทางผิวหนัง ด้วยโมเลกุลขนาดเล็กมากของน้ำมันหอมระเหย จึงสามารถซึมเข้าสู่รูขุมขนเข้าสู่อวัยวะภายในของร่างกายได้ ตัวอย่างวิธีการใช้น้ำมันหอมระเหยให้เข้าสู่ผิวหนัง เช่น

2.1 การนวดบำบัด โดยผ