เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

บทความด้านสุขภาพจิต

วัคซีนธรรมชาติ ภูมิคุ้มกันที่สร้างได้ ตามหลักแพทย์แผนจีน(ตอนที่ 1)

วัคซีนธรรมชาติ ภูมิคุ้มกันที่สร้างได้ ตามหลักแพทย์แผนจีน (ตอนที่ 1)

เรื่องโดย แพทย์หญิงศรันยา สาครินทร์

ในสภาวะวิกฤติการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดในหลายประเทศทั่วโลก ณ ปัจจุบันมีการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคออกมาหลากหลายบริษัทโดยแบ่งเป็นวัคซีนที่ทดลองจากหลายวิธีการ จึงมีวัคซีนทางเลือกหลายประเภท

นอกจากการที่เราต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อแล้ว เราสามารถสร้างวัคซีนที่ดีหรือสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายตามธรรมชาติได้ วิธีการเสริมภูมิคุ้มกันธรรมชาติตามศาสตร์แผนจีนมีบรรจุในตำรามานานกว่า 2,000 ปี โดยมีตำราหลักสำหรับการรักษาโรคมีไข้หรือโรคระบาดในหน้าหนาวอยู่แล้ว ชื่อตำราชางหานลุ่น (Shanghan Lun) หรือแปลว่า Treatise on Cold Damage Diseases

โดยทั่วไปศาสตร์แผนจีนจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด เพื่อให้ร่างกายได้เจอกับเชื้อโรคแบบอ่อนๆก่อน และกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิต้านทานจากการรับเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ร่างกายมีไข้ต่ำๆ ถ้าร่างกายแข็งแรงก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ไว อาการไม่รุนแรงมาก

แพทย์แผนจีนแบ่งกลุ่มของเชื้อโรคออกเป็นเชื้อโรครุนแรง เมื่อติดเชื้อจะทำให้ร่างกายผลิตความร้อนสูง มีไข้สูง การไอ จาม ท้องเสีย ปอดบวม โดยเชื้อโรครุนแรงก็จะก่อโรคในทุกคน ส่วนเชื้อโรคที่อ่อน เมื่อเช้าเข้าสู่ร่างกาย ถ้าเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงอยู่แล้วก็ไม่มีอาการอะไร แต่จะก่อโรคในคนที่อ่อนแอ

ภูมิปัญญาวัคซีนโบราณ ในศาสตร์แพทย์แผนจีน

ภูมิปัญญาสมัยโบราณของจีนมีเขียนไว้ถึงวิกฤติโรคระบาดในสมัยก่อนคือ โรคไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ (Smallpox) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง ระบาดทั้งในคนและสัตว์ใหญ่ เช่น วัว แพทย์จีนสมัยก่อนได้คิดค้นการป้องกันการติดเชื้อไม่ให้ลุกลามไปเป็นจำนวนมาก โดยเอาหนองที่มีเชื้อโรคไข้ทรพิษของวัว ซึ่งเก็บตัวอย่างมาละลายกับแอลกอฮอล์เข้มข้น สมัยก่อนนั้นใช้เหล้าขาวทดแทนแอลกอฮอล์ เพื่อฆ่าเชื้อให้ตายและทำให้เจือจางวิธีการนี้เสมือนทำให้เชื้อตาย จากนั้นนำไปป้ายนิดเดียวในโพรงจมูก ซึ่งคนจีนเชื่อว่าจมูกและปากเป็นทางเข้าของลม เป็นทางรับเชื้อโรค เมื่อป้ายแล้วกระบวนการคือร่างกายเหมือนได้รับเชื้อที่อ่อนแอแล้วจะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา เป็นการเร่งการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้จัดการกับเซลล์ที่แปลกปลอมในร่างกาย

วิธีการนี้ถือเป็นวัคซีนสมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาคนจีนที่มีมานาน เพราะฉะนั้นวัคซีนป้องกันโรคระบาดกับการแพทย์แผนจีนถือว่ามีมาคู่กันค่ะ

สำหรับการติดเชื้อในมุมมองแพทย์แผนจีนมองว่าเกิดจากลม ลมเป็นพาหะ แล้วช่องทางการรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้นั้นเข้าทางจมูกและปากเป็นหลัก เข้าจากการสูดลมหายใจ จากการรับเชื้อเข้าปาก วิธีการป้องกันการรับเชื้อโรคของคนจีนจึงนิยมสวมผ้าพันคอ ปิดจมูก ปิดปาก ปิดคอ เพื่อปิดทางเข้าออกของลม เป็นหลักการการป้องกันตนเองเบื้องต้น

วัคซีนสมัยใหม่ในมุมมองแพทย์แผนจีน

เมื่อพูดถึงวัคซีน หมอขอไม่ระบุยี่ห้อแล้วกันนะคะ เริ่มที่ประเภทของวัคซีน ประเภทแรกคือวัคซีนที่ใช้เชื้อตาย สำหรับศาสตร์จีนจะเรียกว่า Warm Pathogen เป็นเชื้อโรคที่มีฤทธิ์ร้อน แต่เป็นเชื้ออ่อน ไม่รุนแรงมาก เมื่อนำมาทำเป็นวัคซีนแล้วฉีดเข้าร่างกายจะไม่ค่อยมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมากเกิดขึ้น เช่น อาจมีอาการปวดตามตัวเล็กน้อย มีไข้ต่ำ ตัวรุมอยู่ประมาณ 2-3 วันเท่านั้น

ส่วนวัคซีนประเภทที่ใช้เชื้อเป็นหรือเชื้อมีชีวิต ชนิดที่เป็น Virus Vector หรือ mRNA หมายความว่าเชื้อโรคยังมีชีวิตอยู่ แต่มีการตัดต่อพันธุกรรม ส่วนหนามของโควิดมาใส่ เพื่อให้เมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกายแล้วจะพุ่งเข้าสู่เซลล์ของเรา เมื่อร่างกายเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมก็จะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมากำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ รวมถึงเซลล์ที่ติดเชื้อออกไปด้วย เพราะถือเป็นการทำลายเซลล์ที่อ่อนแอหรือเซลล์ที่ได้รับเชื้อโรคทิ้งนั่นเอง

วัคซีนชนิดตัดต่อพันธุกรรมแบบเชื้อเป็นจึงส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่าวัคซีนชนิดใช้เชื้อตายผลิต แต่วัคซีนแบบเชื้อเป็นก็จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในปริมาณที่สูงกว่าแบบเชื้อตายนั่นเองค่ะ

ด้วยเหตุนี้ในบ้านเราจึงมีนโยบายจัดความเหมาะสมของวัคซีนชนิดเชื้อตาย ฉีดให้กลุ่มคนทำงานถึงอายุไม่เกิน 60 ปี เพราะคนกลุ่มนี้ยังมีร่างกายแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันสูง เมื่อใช้เชื้ออ่อนๆ เข้าร่างกาย ร่างกายก็กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี

ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ ทางการจัดหาวัคซีนชนิดที่ผลิตโดยการตัดต่อพันธุกรรมมาฉีด เพราะคนกลุ่มสูงอายุมีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำมาก จึงต้องถูกกระตุ้นมากกว่าด้วยวัคซีนที่ใช้เชื้อแรงกว่า แต่เมื่อฉีดแล้ว เนื่องจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันน้อยกว่า จึงทำให้ในคนสูงวัยมีผลข้างเคียงน้อยกว่าในคนหนุ่มสาวค่ะ

(อ่านต่อตอนหน้า)

นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 546 ปีที่ 23 วันที่ 1 กรกฏาคม 2564

2 มีนาคม 2565

By STY/Library

Views, 446