เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

บทความด้านสุขภาพจิต

สองเซลล์ สามกลไก สี่หลักการ ต้านโควิด (ด้วยตนเอง) (ตอนที่ 1)

สองเซลล์ สามกลไก สี่หลักการ ต้านโควิด (ด้วยตนเอง) (ตอนที่ 1)

ก้าวทันสุขภาพ เรื่องโดย... นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

เชื้อซาร์สโควี หรือเชื้อโรคโควิด-19 เป็นจุลินทรีย์ ซึ่งก่อให้เกิดโรคระบาดที่เป็นมหันตภัยอันใหญ่หลวงกับมนุษย์ชาติอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ทุกชาติทุกภาษา ก็สอนเราเช่นกันว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่เคยมีเชื้อโรคระบาดใดที่เอาชนะระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ทุกคนได้ จนทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์หรือเกือบสูญพันธุ์ มีคนรอดตาย รอดจากการป่วย พิการจากโรคระบาดมากกว่าผู้ที่ป่วย พิการ หรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อ มากมายหลายสิบถึงหลายพันเท่าตัว เช่น ตั้งแต่โควิด-19 ระบาด (ต้นปี 2563) จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ทั่วโลกป่วยเป็นโควิด-19 แล้วกว่า 242,000,000 คน ตายจากโควิด-19 แล้วกว่า 4,900,000 คน สำหรับประเทศไทยเรา มีผู้ป่วยกว่า 1,800,000 คน และตายกว่า 18,000 คน ตามลำดับ (https://www.worldometers.info/coronavirus)

นอกจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ มาตรการอนามัยส่วนบุคคล เช่น ใส่แมสก์กัน หมั่นล้างมือ ถือระยะห่างกัน หรือมาตรการปิดเมือง เช่น ล็อกดาวน์ ห้ามการเดินทาง ทำงานที่บ้าน และปัจจัยภายใน เช่น การสร้างภูมิคุ้มกันในเลือดด้วยการฉีดวัคซีน กินสมุนไพรจะมีผลในการลดการติดเชื้อ การป่วยและเสียชีวิตจากโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา

ดังนั้น การพึ่งตนเอง ในการสร้างภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด “ในเซลล์” ที่ทำได้ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา และเป็นภูมิคุ้มกัน ทุกเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นไวรัสตัวไหน สายพันธุ์ไหน แบคทีเรีย เชื้อรา รวมทั้งสารก่อมะเร็ง มลพิษในอากาศ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในภาวะที่เชื้อโรคกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา การสร้างภูมิคุ้มกันจากภายนอก พึ่งวัคซีน พึ่งสมุนไพร พึ่งเทคโนโลยี มีความไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมทั้งการเข้าถึงวิธีการสร้างภูมิคุ้มกัน “นอกเซลล์” ดังกล่าวก็ไม่แน่นอน อาจไม่สามารถพึ่งได้ทันเวลา หรือไม่ทันการเจ็บป่วย

เซลล์อะไรที่เป็น “เซลล์ยุทธศาสตร์” ของโรค โควิด-19 ?

คำตอบคือ เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ และเยื้อบุหลอดเลือดฝอยรอบๆ ถุงลมในปอด

เชื้อโรคโควิด-19 เข้าสู่ทางเดินหายใจทางจมูกเป็นส่วนใหญ่ ลมหายใจเข้าจะพาเชื้อดังกล่าวเข้าสู่หลอดลม ซึ่งมรการแยกแตกแขนงไป 23 แยก กว่าจะไปถึงถุงลมส่วนปลายสุด ในระหว่างทางเดินหายใจมี “เซลล์เยื้อบุทางเดินหายใจ” อยู่โดยรอบ ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคโควิด-19 ที่มีโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) อยู่ที่ผิวเชื้อโรคไปจับกับตัวรับบนเซลล์เยื่อบุแล้วเข้าสู่เซลล์ เพื่อแบ่งตัว ออกลูกออกหลาน เพิ่มจำนวนเชื้อโรคในเซลล์นั้น

แต่เยื่อบุหลอดลม มีเมือกที่เคลือบอยู่บนชั้นผิวเซลล์ ในเมือกมีจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย (microbiota) มากมาย (ที่ส่งมาจากจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร) มีสายกรดอะมิโนต้านจุลินทรีย์ (ต้านสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่เซลล์ของมนุษย์) ที่เรียกว่า anti-microbial peptide (AMP) มีเซลล์ภูมิคุ้มกันอีกมากมาย และมีขนอ่อนที่ผิวเซลล์คอยกวาดเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไมต้องการออกทางเสมหะ และน้ำลายเราตลอดเวลา

กลไกดังกล่าวนี้ เป็นภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดที่เกิดนอกเซลล์เป็นส่วนใหญ่ ที่มีอยู่ 10 กลไกด้วยกัน

ดังนั้น ถ้ากลไกทั้ง 10 นี้ของใครบกพร่อง เชื้อโควิด-19 สามารถหลบหลีก ฝ่าด่าน 20 กว่าด่าน ทางแยกของทางเดินหายใจ เกิดการอักเสบ (อาการปวด บวม แดง ร้อน) และเชื้อเข้าไปจับกับเซลล์เยื้อบุทางเดินหายใจได้

🢖 ถ้าเป็นเซลล์เยื้อบุทางเดินหายใจที่จมูกก็เกิดอาการทางจมูกผิดปกติ เช่น มีน้ำมูก การรับกลิ่นลดลง

🢖 ถ้าเป็นเซลล์เยื้อบุในคอ ก็เกิดอาการเจ็บคอ ไอ

🢖 ถ้าเป็นเซลล์เยื้อบุในหลอดเลือดลมใหญ่ ก็เกิดอาการไอ มีเสมหะ

แต่ถ้าเป็นเซลล์เยื้อบุทางเดินหายใจส่วนปลาย (หรือถุงลม) ซึ่งเป็นเซลล์บางๆ ชั้นเดียวที่ติดกับเซลล์เยื้อบุหลอดเลือดอีก 1 ชั้น เกิดการอักเสบ มีอาการไอ เหนื่อยหอบ ไข้สูง ปอดบวม หรือน้ำท่วมปอดตามมา

ส่วนการอักเสบที่เกิดขึ้นในเยื้อบุทางเดินหายใจส่วนต้นหรือสวนปลายก็ตาม ทำให้มีการสร้างสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (cytokine) และเกิดไข้ (อุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้นเกิน 37.8 องศาเซลเซียส)

เมื่อเชื้อโควิด-19 เข้าสู่เซลล์เยื้อบุทางเดินหายใจได้แล้ว ก็จะใช้เซลล์นั้นเป็นโรงงานแบ่งตัว ผลิตลูกออกหลาน เชื้อโควิด-19 และเชื้อที่สร้างใหม่นี้จะออกเซลล์ไปเข้าสู่เซลล์อื่นต่อๆ ไป (ยกเว้นสายพันธุ์เดลตาที่ขยายโรงงานการผลิตไปเซลล์ข้างๆ ได้โดยตรง โดยไม่ต้องออกจากเซลล์)

ในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดทั้ง 10 กลไก และภูมิคุ้มเฉพาะโรคที่ถูกกระตุ้นที่เกิดตามมาภายหลังหรือจากการฉีดวัคซีน (innate and adaptive immunity) ซึ่งเกือบทั้งหมดออกฤทธิ์นอกเซลล์ (ยกเว้น AMP) ทำให้เกิดการอักเสบที่เซลล์เยื้อบุทางเดินหายใจและถุงลม มีการสร้างสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือสารที่ไปดึงเอาเซลล์การอักเสบจากที่อื่น จากในเลือดมากเกินไป (cytokine storm) มาทำให้การอักเสบลุกลามไปหลายอวัยวะ หลายระบบ (systemic inflammation response syndrome) จนไปถึงเซลล์เยื้อบุหลอดเลือดฝอยชั้นบางๆ ซึ่งติดกับเซลล์เยื้อบุถุงลม

เชื้อโรคโควิด-19 จะเข้าสู่กระแสเลือดได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกัน “ในเซลล์” ของเซลล์เยื้อบุหลอดเลือดฝอย มีมากน้อยแค่ไหน การทำงานของเซลล์ดังกล่าวปกติหรือผิดปกติ (endothelial normal function or dysfunction)

ถ้ามีความอ่อนแอของภูมิคุ้มกันในเซลล์เยื้อบุหลอดเลือดฝอย และ/หรือ การทำงานผิดปกติดังกล่าว ก็ย่อมทำให้เชื้อโรคโควิด-19 เข้าสู่กระแสเลือด หรืออาจมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราอื่นๆ ที่แทรกเข้ามากระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ไต และการอักเสบ การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด หลอดเลือดตีบตันจนขาดเลือดในอวัยวะต่างๆ จนอวัยวะหลายระบบล้มเหลว (multi-organ failure syndrome) และเสียชีวิตในที่สุด

**ปัญหาอุปสรรคมากมายในการบริหารจัดการมาตรการดังกล่าว รวมทั้งวัคซีนก็ผลิตไม่ทันเชื้อโรคโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ เช่น เชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งกำลังระบาดขณะนี้ ลดประสิทธิภาพของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ และวัคซีนที่ใช้อดิโนไวรัส เมื่อเทียบกับสายพันธุ์แอลฟาที่ระบาดปีที่แล้ว

แม้แต่ในประเทศจีนที่คุมโควิด-19 ได้ดีที่สุดและฉีดวัคซีนได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก็เพิ่งพบการระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา 167 คน (ในช่วง 21 พ.ค. ถึง 18 มิ.ย.2564) จากผู้ติดเชื้อรายแรก 1 คน และพบว่า สายพันธุ์เดลตาตรวจพบเชื้อได้มากกว่าสานพันธุ์ดั่งเดิมประมาณ 1,000 เท่า

มีการศึกษาที่พบการลดลงของการทำลายเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา จากการฉีดวัคซีนอีก 2 การศึกษา เพราะสายพันธุ์เดลตาสามารถแบ่งตัว “ในเซลล์” ผู้ป่วยแล้วเจาะทะลุเซลล์ข้างๆ รวมกันเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ขึ้น (เรียกว่า syncytia) สามารถขยายการผลิตเชื้อโควิด-19 ได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวโดยไม่ต้องออกมา “นอกเซลล์” เหมือนสายพันธุ์ดั่งเดิม จึงไม่ถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกัน ในเลือด ในทางเดินหายใจ เพราะภูมิคุ้มกันดังกล่าวมาสามารถเข้าไป “ในเซลล์” ได้

แม้แต่วัคซีนที่พ่นทางจมูก เพิ่มภูมิคุ้มกันโรคทางจมูก ซึ่งกำลังทำการวิจัยทดลองกันอยู่ ก็เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกัน “นอกเซลล์” ไม่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกัน “ในเซลล์” เพื่อแก้ปัญญาเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กลายพันธุ์ได้

นอกจากนี้ แม้ผู้ที่ฉีดวัคซีนทุกชนิดครบตามกำหนดเวลาแล้ว ก็ยังสามารถจะติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแพร่เชื้อให้คนอื่นๆ ต่อไปได้**

หมอชาวบ้าน ปีที่ 43 ฉบับที่ 511 เดือนพฤศจิกายน 2564

(อ่านต่อตอนหน้า☺)

4 มีนาคม 2565

By STY/Library

Views, 391